แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รีวิวเกม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รีวิวเกม แสดงบทความทั้งหมด

17 กันยายน 2569

[เกมเก่าดีๆ ที่ถูกลืม] Warzone 2100

สวัสดีครับ แอดมินเอครับผม ' w')/

หลังจากที่แอดฯเริ่มเบื่อ Red Alert 3 เพราะ AI มันเดาทางได้ง่ายเหลือเกิน (ปกติเล่นระดับ Hard) แบบว่าถ้า AI ตัวไหนมันสร้างแต่เครื่องบินนะ มันก็สร้างอยู่อย่างนั้นแหละ ทั้งที่รู้ว่าปั้มออกมายังไงก็ไม่มีทางเอาชนะได้แน่ๆ ครั้นจะกลับไปเล่นภาค 2 ก็รู้สึกว่าเกมมันช้าๆยังไงไม่รู้ ไม่บุกเร็วเหมือนภาค 3 แอดฯจึงเริ่มออกหาเกมแนว RTS เก่าๆอันใหม่ สมัย 90' - 2010 ที่หาโหลดในเน็ตได้โดยไม่ต้องซื้อ.. (เพราะแอดฯไม่ชอบเล่นเกมใหม่ ฮ่าๆ)

ตอนแรกได้เกม Axis & Allies 2004 มาเล่น เป็นแนวสงครามโลก คล้ายๆกับ Company of Heroes นั่นแหละ แต่เก่ากว่าหน่อย (ออกมาก่อน COH) ที่จริงก็สนุกนะ ได้ใช้แทกติกเยอะไม่แพ้ COH เลย เน้นการใช้ยูนิตให้คุ้มค่าที่สุด มากกว่าปริมาณ แต่จังหวะเกมมันแบบว่า ต้องรอเงินเพื่อปั้มยูนิตค่อนข้างนานนนนนน มากกกกกก ก็เลยไปลองอีกเกมคือ Supreme Commander: Forged Alliance อันนี้ก็สนุกใช้ได้นะ แต่แนวทางตรงข้ามกับ A&A และ COH เลย คือเน้นปริมาณ ปั้มเยอะๆได้เปรียบ แต่เสียตรงที่ แผนที่มันแบบว่า ใหญ่เกินไป อย่างกับยกแผนที่ของ Skyrim มารบกัน โดยเฉพาะขนาด 20x20 ขึ้นไป กว่าจะจบแต่ละเกมได้ปาไปเกือบชั่วโมง จากนั้นจึงลอง Age of Empires III (เวอร์ชันเก่า ไม่ใช่ Definitive) ภาพสวยใช้ได้ เล่นคล้ายๆ Battle Realms เลย แต่ปวดหัวกับการจัดการทรัพยากรที่มีถึง 4 ชนิด แถมเล่นแค่ระดับ Normal ก็อัประดับฐานไม่ทัน AI แล้ว ลอง Easy ก็ง่ายเกินไปอีก เลยเล่นได้ไม่นานก็ลบทิ้ง.. สุดท้ายมาลอง Starcraft 1 รู้สึกไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ ลองใช้แทกติกในตำนานอย่าง Zerg Rush ตามในคลิปก็ชนะคอมไม่ได้อีก แถมไม่มีระดับความยากให้เลือกด้วย 😞 (หรือเป็นเพราะแอดฯเริ่มแก่แล้วก็ไม่รู้)

จนกระทั่งมาลอง Warzone 2100 ซึ่งเป็นเกมฟรีที่แท้ทรู ปรากฏว่า ติดหนึบ เลยครับพี่น้องงง เอาละสิ เกมนี้มันมีดีอย่างไรถึงทำให้แอดฯติดมันได้ ทั้งที่ภาพมันก็ไม่ได้สวยเท่ากับทุกเกมที่กล่าวมาข้างบนเลย มาดูกันเลยครับผม 😊

Design. Deploy. Destroy.

10 มิถุนายน 2569

[Fangame] KWRPG เกม Kirby ในฉบับ RPG ที่สาวกตัวจริงห้ามพลาด


สำหรับเกมนี้ที่จริงก็เก่ามากแล้วแหละ ภาคล่าสุดออกมาได้เกิน 10 ปีแล้ว แต่แอดมินเพิ่งไปหาเจอมาและดูน่าสนใจดี ก็เลยลองโหลดมาเล่นดู (และรู้สึกว่าจะเป็นเกมแฟนเมค Kirby เพียงซีรี่ส์เดียวที่ยังอยู่รอดจากสายตรวจของปู่มาจนถึงทุกวันนี้ได้อีกด้วย เพราะลองหาจนทั่วเน็ตแล้วก็เจอแค่เกมซีรี่ส์นี้เท่านั้น)

เกมนี้เป็นเกมที่ใช้โปรแกรม RPG Maker ในการสร้าง ดังนั่นก็แน่นอนว่าเป็นแนว Turn-based RPG อย่างแน่นอน โดยมีออกมาทั้งหมด 3 ภาคด้วยกัน ซึ่งรูปแบบการเล่นนั่นจะเหมือนกันหมดทุกภาค ส่วนภาษาที่ใช้ในเกมจะเป็นภาษาอังกฤษ จุดที่น่าสนใจคือตัวละครและเนื้อเรื่องภายในเกมนี้นั้นจะเป็นเนื้อเรื่องที่แต่งขึ้นใหม่ทั้งหมด ไม่มีความเกี่ยวข้องกับจักรวาลเกมต้นฉบับแต่อย่างใด ดังนั่นเราจึงได้เห็น Kirby มากกว่า 1 ตัวในเกมนี้ (ในเกมนี้จะเรียกเผ่า Kirby ว่า "Starborns") รวมถึงตัวละครใหม่ๆมากมายที่ไม่ปรากฏในเกมต้นฉบับอีกด้วย ส่วนตัวเอกของเกมนี้คือ Kirby Warrior หรือ Kwar เป็นตัวละครใหม่ที่หน้าตาคล้ายกับ Cutter Kirby แต่เป็นคนละตัวกับภาคต้นฉบับนะ มีเพื่อนร่วมทางเป็น Hyper Kirby ที่หน้าตาคล้ายกับตัวต้นฉบับแต่มีดาวระยิบระยับปรากฏตลอดเวลา และ Dark ที่หน้าตาคล้ายกับ Shadow Kirby แต่มีกรงเล็บ (โคตรเท่ !!) ด้านการเซฟของเกมนี้จะเป็นการเซฟตามจุดที่กำหนดเท่านั้น แต่สามารถปลดล็อคไอเทมทำให้เซฟที่ไหนก็ได้หลังจบเกม นอกจากนี้ตัวเกมยังมีโหมด New Game+ ที่สามารถกลับมาเริ่มเล่นตั้งแต่ต้นหลังจบเกมด้วยข้อมูลเซฟเดิมได้ และยังมีพื้นที่ลับให้ได้ค้นหากันอีกด้วย

สำหรับภาคแรกนั้นใช้โปรแกรม RPG Maker 95 จึงเปิดเล่นได้แค่เฉพาะ Windows XP หรือเก่ากว่าเท่านั้น (แต่สามารถเล่นบน VMware กับ VirtualBox ที่ลง WinXP ได้ครับ ลองให้แล้ว) ส่วนภาค 2 และ 3 ใช้โปรแกรม RPG Maker 2000 และ 2003 ตามลำดับ สามารถเล่นกับระบบปฏิบัติการในปัจจุบันได้ปกติ แต่ขอเตือนอย่างนึงคือ อย่าปรับเป็นฟูลสครีนนะครับ เนื่องจากในโหมดฟูลสครีนจะล็อคความละเอียดที่ 320 x 240 เท่านั้น ซึ่งระบบปฏิบัติการในปัจจุบันไม่รองรับความละเอียดนี้ หากต้องการเล่นแบบเต็มจอแนะนำให้ใช้โปรแกรม Windowed Borderless Gaming ในการทำฟูลสครีนแทน (ดาวน์โหลดได้ฟรีผ่าน Github)




โดยรวมก็ถือว่าค่อนข้างน่าสนใจเลยทีเดียว โดยเฉพาะใครที่กำลังรอภาคแนว RPG อยู่ แต่ก็ยังไม่มีเหมือนกับทางฝั่งมาริโอเค้าสักที ที่จริงเกม Official ก็มีแนวคล้ายกันออกมาแล้วแหละ (Kirby Clash) แต่ดันเป็นแนวล่าแย้ซะงั้น ใครที่สนใจ ดาวน์โหลดได้ฟรีที่นี่เลยครับผม https://kwrpg.revasser.net/

2 พฤษภาคม 2569

[เกมดีๆ ที่ถูกลืม] Pro Cycling Manager สโมสรฝัน ปั่นสะท้านโลก

สวัสดีครับ แอดมินเอครับผม ' w')/

ไม่ได้พบกันนานเลยนะครับสำหรับบทความรีวิวเกม เรื่องของเรื่องคือ แอดมินได้มีโอกาสดูช่องกีฬาต่างประเทศทางกล่อง 3BB Giga TV คือช่อง Eurosport (มาแทนช่อง 3BB Sport 1 ที่เลิกไป) ซึ่งช่องนี้จะออกอากาศกีฬาหลายชนิดคล้ายกับช่องเก่าที่เลิกไป แต่ไม่มีพากย์ไทยนะ แต่ที่น่าแปลกคือ ทุกครั้งที่แอดฯเปิดมาช่องนี้ทีไร จะเจอแต่รายการแข่งจักรยานแทบตลอดเลย และรู้สึกว่าจะออกอากาศถี่กว่ากีฬาชนิดอื่นอีกด้วย เรียกว่า เปิดมากี่โมง ก็เจอแข่งจักรยานแทบจะทั้งวันเลยก็ว่าได้ ส่วนตัวก็ชอบดูนะ แต่ที่ชอบดูเพราะการแข่งจักรยานที่ว่ามันเป็นการแข่งบนเส้นทางถนน (Road bicycle racing) เลยอยากดูบรรยากาศของบ้านเมืองในต่างประเทศ ประกอบกับชอบเล่น Euro Truck Simulator เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็เลยติดดูแข่งจักรยานไปเลย เพราะอยากเห็นบรรยากาศของต่างประเทศ 😅 ไม่เหมือนกีฬาชนิดอื่นที่มักแข่งในพื้นที่ปิดเลยไม่ค่อยได้เห็นบรรยากาศภายนอกเท่าไหร่

และช่วงหลังๆมานี้ แอดฯเริ่มเบื่อ (จริงๆต้องเรียกว่า "เอียน" มากกว่า) Football Manager หลังจากพา ปราจีนบุรี ซิตี้ คว้าแชมป์สโมสรโลกได้แทบทุกปี.. ก็เลยอยากจะลองหาความท้าทายใหม่ๆ เพราะแอดฯเป็นคนชอบความท้าทายครับ ด้วยการหาเกมใหม่ในแนวเดียวกัน แต่เป็นกีฬาชนิดอื่นแทน ทีแรกมองหาเกมแนว Manager ที่เกี่ยวกับกีฬาแข่งความเร็ว พวกคุมทีมแข่งรถ F1 อะไรพวกนี้ แต่เท่าที่หารีวิวดูมาหลายเกม ส่วนใหญ่ไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่ แต่ก็มาสะดุดตากับเกมหนึ่งที่เรียกได้ว่า "น่าสนใจ" และยังมีออกมาหลายภาคทุกปีเหมือนกับ FM ด้วย และเกมนี้คือ...

"Pro Cycling Manager"
นั่นเองครับ

ภาพหน้าปกจากภาค 2005

24 พฤศจิกายน 2568

[รีวิวเกมฟรี] Dungeon Crawl Stone Soup เกมแนว Roguelike สไตล์ต้นตำรับ ที่เหมาะสำหรับมือใหม่

เมื่อคราวที่แล้วแอดมินเคยรีวิวเกมแนว Roguelike สไตล์ต้นตำรับอย่าง NetHack ไป แต่เนื่อนจากเกมนั้นมีระบบการเล่นที่ค่อนข้างซับซ้อนมาก แถมยากระดับมหาโหดอีกต่างหาก (ใครลงได้เกิน 10 ชั้นก็ถือว่าเก่งแล้วครับ) วันนี้แอดมินจึงมาแนะนำเกมแนว Roguelike อีกเกมซึ่งเป็นเกมที่ปล่อยฟรีเหมือนกัน ที่สำคัญมันเหมาะกับมือใหม่หัดเล่นแนวนี้ด้วย ซึ่งผมก็พึ่งเจอมา แถมเล่นแล้วติดยิ่งกว่า NetHack เสียอีก เลยเอามารีวิวซะเลย


1 ตุลาคม 2568

[เกมเก่าดีๆ ที่ถูกลืม] มาเป็นเจ้าสัว/มาดาม กับเกม Capitalism II

ช่วงนี้แอดมินกำลังไล่ขุดเกมเก่าๆของ PC สมัยยุค 1990-2000s ที่ยังไม่เคยเล่นมาเล่น โดยเฉพาะพวกเกมโนเนมไร้กระแสในบ้านเราที่ไม่มีใครเคยได้ยินชื่อหรือเล่นกัน ซึ่งแอดมินก็ไปเจอกับเกมเก่าเกมหนึ่งที่อาจเรียกได้ว่าเป็น "เพชรในดง" หรือ Hidden Gem เลยทีเดียวครับ แถมยังเป็นเกมที่ช่วยให้ความรู้ในเรื่องการบริหารธุรกิจอีกด้วย แอดมินสนใจก็เลยลองไปหาเกมเต็มจาก Internet Archive มาลองเล่นดู ปรากฏว่าติดหนึบเลยครับ พี่น้อง !! และเกมนี้ก็คือ... Capitalism II (2002)


14 ธันวาคม 2566

[Review] Pioneer ผจญภัยในห้วงอวกาศอันไกลโพ้น

สวัสดีครับ แอดมินเอครับผม ' w')/

วันนี้แอดมินมาแนะนำเกมโอเพนซอร์ซที่ต้องบอกเลยว่าไม่ธรรมดา เพราะเป็นเกมแนว Open World ที่คุณภาพไม่แพ้เกมระดับ AAA เลยทีเดียว ที่สำคัญคือมันฟรี และเป็นเกม "ออฟไลน์" เต็มรูปแบบไม่ต้องใช้อินเตอร์เน็ตในการเล่นอีกด้วย มาดูกันดีกว่าว่ามันคือเกมอะไรกันนะ?


11 กุมภาพันธ์ 2566

[Review] SuperTuxKart เกม Mario Kart ในโลก Linux ที่เล่นได้ทั้งพีซีและมือถือ

สวัสดีครับ แอดมินเอครับผม ' w')/

หายหน้าหายตาไปนานสำหรับบทความรีวิวเกมนะครับ ก่อนอื่นต้องขอเล่าสาเหตุที่ทำให้แอดมินอยากเขียนรีวิวนี้ก่อน ... เมื่อ 4-5 วันที่แล้ว ผมกำลังตบปุ่มในเกม Pop'n Music Lively อยู่ (เพื่อนให้ไอดีมาเล่น) พอจบแล้วก็มีเพื่อนในกลุ่ม LINE ทักมาแนะนำเกมๆ หนึ่งพอดี เป็นเกมแนวแข่งรถ เขาบอกว่าในเกมนี้มีม็อดเป็นรถ Toyota Sprinter Trueno AE86 จาก Initial D ด้วย ซึ่งดูน่าสนใจดีผมจึงเลยลองโหลดมาเล่นดู ปรากฏว่า.. ติด! ติดเลยครับพี่น้อง "ติด" ที่ว่านี้ไม่ได้หมายถึงเกมมันยากจนเล่นไม่ผ่านนะ แต่หมายถึงเกมมันสนุกมากจนหยุดไม่ได้นั่นเอง! เอาล่ะ มาดูกันดีกว่าว่าทำไมผมถึงติดใจกับเกมนี้กันครับ!!



22 กุมภาพันธ์ 2564

[Review] Natsuki Chronicles ฉบับเล่นจริง

หลังจากเมื่อปีที่แล้ว แอดมินเคยพรีวิวเกมแนวยานยิงมุมมองด้านข้างกราฟิก 3D ตัวใหม่ล่าสุดอย่าง Natsuki Chronicles ไป แต่เป็นการแนะนำตามความรู้สึกจากการดูคลิปเกมเพลย์เท่านั้น ยังไม่ได้ลงมือเล่นจริงแต่อย่างใด ซึ่งตอนนี้ตัวเกมได้วางจำหน่ายบน PS4 และ PC เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และคราวนี้ก็คือรีวิวของจริงล่ะครับ!!

 
ในยุคปัจจุบันนี้ถือว่าไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่เราจะได้เห็นเกมแนว Shoot 'em up / Shmup หรือเกมยานยิงแบบดั้งเดิมในรูปแบบกราฟิก 3D เนื่องจากความนิยมในเกมแนวนี้ที่ซาลงไปตามกาลเวลา ซึ่งส่วนทางกับต้นทุนในการพัฒนาเกมที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ในทุกๆ ปี ทำให้บรรดาทีมผู้พัฒนาเกมหลายเจ้าจึงเลือกที่จะสร้างเกมแนวนี้ออกมาเป็นกราฟิกแบบ 2D หรือ Pixel art 8-bit / 16-bit กันเสียมากกว่า เพื่อลดต้นทุนในการพัฒนา และยังช่วยลดความเสี่ยงด้านยอดขายที่อาจจะไม่คุ้มทุน

ล่าสุดเกม Natsuki Chronicles เกมแนวยานยิงมุมมองด้านข้างกราฟิก 3D เต็มรูปแบบตัวใหม่ล่าสุดที่พัฒนาโดย Qute จากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเคยฝากผลงานไว้กับเกมแนวยานยิงมุมมองด้านบนอันเลื่องชื่อในอดีตอย่าง Eschatos และ Judgement Silversword ได้ปล่อยเวอร์ชั่น Xbox One ออกมาแล้วเมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2019 และล่าสุดได้ปล่อยเวอร์ชั่นบน PS4 และ PC (Steam) เมื่อวันที่ 18 ก.พ. 2021 ที่ผ่านมา และแน่นอนว่าถ้ากราฟิกไม่ใช่ 3D มันคงไม่อาจสร้างกระแสที่น่าสนใจในหมู่แฟนเกมแนวยานยิงได้ ฉะนั้นในวันนี้แอดมินเอจึงนำมารีวิวให้ดูกันว่ามันจะเป็นเกมที่สายยานยิงคู่ควรแก่การซื้อมาเล่นหรือไม่

※ หมายเหตุ: รีวิวในบทความชุดนี้จะอิงจากเวอร์ชั่น PC นะครับ

เนื้อเรื่องเข้มข้นน่าติดตาม


เรียกได้ว่ามีไม่บ่อยนักที่เกมแนวนี้จะมีโหมดเนื้อเรื่องแบบจริงๆ จังๆ มาให้เราได้เสพเรื่องราวของเกมกันแบบเต็มๆ ซึ่งส่วนมากแล้วจะมีเพียงแค่การเล่าเรื่องราวโดยย่อก่อนเริ่มเกม กับบทสรุปหลังเกมจบเท่านั้น โดยที่ไม่มีอะไรให้เราได้ติดตามในระหว่างการเล่นเลย

ส่วนเรื่องราวของเกมนี้จะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคู่ขนานกันกับเรื่องราวหลักของเกม Ginga Force โดยจะเล่าถึงนักบินหญิงที่ชื่อว่า Natsuki Sugiura โดยเนื้อเรื่องจะเริ่มตั้งแต่ในอดีตเมื่อ 3-4 ปีที่แล้วตอนที่เธอยังเป็นนักบินฝึกหัด จนมาถึงปัจจุบันที่ได้ไป(เป็นบอส)ต่อสู้กับพวกตัวเอกในด่านที่ 7 ของเกม Ginga Force อันเป็นเกมคู่ขนานนั่นเอง ซึ่งเราจะได้ทราบว่าก่อนหน้านี้มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบาง แล้วเหตุการณ์ต่อจากด่าน 7 ของฝั่ง Natsuki หลังจากแพ้ให้กับ Alex และ Margarette จะเป็นอย่างไรต่อไป...

โหมดการเล่น


ในเกมนี้จะมีโหมดการเล่นหลักๆ อยู่ 2 โหมดคือ Story Mode (โหมดเนื้อเรื่อง) กับ Arcade Mode (โหมดเก็บคะแนน)

ในโหมด Story จะเป็นการเล่นไปตามเรื่องราวของเกม จัดเต็มด้วยเสียงพากย์ญี่ปุ่นเต็มรูปแบบ พร้อมซับไตเติ้ลอังกฤษทั้งในคัตซีนและเกมเพลย์ ในโหมดนี้จะมีทั้งหมด 13 ด่าน โดยแบ่งเป็นด่านฝึกซ้อม 3 ฉาก และด่านปกติอีก 10 ฉาก และผู้เล่นสามารถเลือกติดตั้งอาวุธต่างๆ ก่อนเริ่มเกมได้ โดยจะมีให้เลือกอย่างหลากหลายแบบตามแต่ที่ผู้เล่นจะต้องการ (ขอบอกว่า เยอะมากๆ) โดยจะแบ่งเป็น 3 ชนิดคือ อาวุธหลัก (ปืนหน้า) อาวุธรอง (ปืนหลังหรือปืนเสริมด้านหน้า) และลูกออฟชั่น (เมื่อใช้แล้วจะสร้างโล่กันกระสุน หรือปล่อยออฟชั่นออกไปโจมตี) ชอบแนวไหนก็จัดไปแนวนั้นได้เลย

ส่วนโหมด Arcade เป็นโหมดการเล่นแบบเก็บคะแนนเหมือนกับเกมยานยิงทั่วไป ด้านความแตกต่างแน่นอนว่าคือตัดเนื้อเรื่องออกไป ไม่มีคัตซีนและไดอะล็อกการสนทนาใดๆ ทั้งสิ้น และจำนวนด่านที่ลดลงเหลือเพียง 9 ด่าน โดยคะแนนที่ผู้เล่นทำได้จะบันทึกลงทั้งสถิติส่วนตัวกับ Leaderboard ทันทีหลังเล่นจบ

ทั้งสองโหมดสามารถเลือกระดับความยากได้ 4 ระดับคือ Easy, Normal, Hard, และ Extreme ซึ่งแต่ละระดับจะมีผลต่อจำนวนกระสุนที่จะปรากฏบนจอนั่นเอง แน่นอนว่าถ้าเลือกเล่นระดับ Extreme ละก็..นี่คือโทโฮเวอร์ชั่นมุมมองด้านข้างแน่นอนครับ

เกมเพลย์สไตล์ 2D Shoot 'em up ดั้งเดิม


Natsuki Chronicles มีลักษณะเกมเพลย์เป็นแบบ Side-Scrolling Shoot 'em up หรือเกมยานยิงมุมมองด้านข้างคล้าย Gradius คือ ยานรบของเราจะบินไปทางด้านขวาเรื่อยๆ และศัตรูทั้งหมดนั้นจะปรากฎตัวมาทางขวาของจอ แต่บางช่วงก็จะโผล่มาทางซ้ายบ้าง ผู้เล่นต้องลุยไปเรื่อยๆ และหลบการโจมตีให้ได้มากที่สุด โดยอาวุธยิงทั้งสองชนิดสามารถกดยิงพร้อมกันได้ แต่จะต้องแลกกับความแรงที่ดรอปลงไปเยอะเลยทีเดียว ดังนั้นควรยิงแค่เฉพาะปืนใดปืนหนึ่งจะดีที่สุด แถมสามารถใช้ลูกออฟชั่นช่วยกันกระสุนได้ แต่ในระหว่างที่ใช้งานจะทำให้ไม่สามารถยิงได้นะครับ

ระบบต่างๆ ที่ช่วยกลบจุดด้อยของเกมแนวนี้ได้อย่างดี


นอกจากนี้ภายในโหมด Story ยังมีระบบปลดล็อคอาวุธต่างๆ ใน Loadout ของเราอีกด้วย โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะได้มาจากการเคลียร์ด่านในระดับความยากต่างๆ และการอัพ "Player Level" จึงทำให้เกมนี้มี Replay Value ในตัวของมันเอง ผิดกับเกมแนวเดียวกันตัวอื่นๆ ที่คอนเทนต์ปลดล็อคจะค่อนข้างน้อย จนบางเกมนี่แทบดูไม่คุ้มกับราคาเต็มซะอีก ซึ่งอาจทำให้เป็นอีกสาเหตุที่หลายๆ คนที่ไม่ใช่สายยานยิงไม่อยากซื้อมาเล่นนั่นเอง นอกเสียจากว่ามันจะอยู่ในช่วงลดราคา

นอกจากนี้ยังมีระบบพิเศษอยู่อย่างนึง (และเป็นเหมือนกับกิมมิคของเกมนี้เลย) ก็คือระบบ Bullet Trajectory Display ครับ โดยเมื่อเปิดใช้งานระบบนี้ (จะถูกเปิดไว้เป็นค่าเริ่มต้น) ตัวเกมจะแสดงวิถีของกระสุนเป็นเส้นสีแดงๆ ให้เห็นล้วงหน้า โดยกระสุนจะพุ่งผ่านไปตามเส้นที่แสดงให้เห็นนั่นเอง
 
อีกหนึ่งปัญหาที่อาจจะเรียกได้เป็นจุดด้อยคู่กับเกมแนวนี้มาโดยตลอดก็คือ เกมแนวนี้ส่วนมากแล้วมักจะใช้รูปแบบการเล่นในลักษณะ 1-Hit Death ที่โดนกระสุนเพียงนัดเดียวก็หายไปแล้วหนึ่งชีวิต จึงอาจทำให้เกมเมอร์รุ่นใหม่หลายคนที่คุ้นชินกับระบบพลังชีวิตแบบหลอด HP ในเกมยุคปัจจุบัน ถึงกับโบกมือลาได้ง่ายๆ ซึ่งในเกมนี้ก็เช่นกัน เพียงแต่ว่าหลังจากที่ถูกโจมตีจนชีวิตลดไปแล้ว มันจะค่อยๆ ฟื้นขึ้นมาเรื่อยๆ ให้เองจนเต็ม และได้ชีวิตกลับมา 1 ตัวนั่นเอง จึงทำให้มีโอกาสรอดมากยิ่งขึ้นหากไม่ได้ถูกโจมตีบ่อยๆ นอกจากนี้การเล่นในโหมด Story เมื่อผู้เล่นพลาดท่าตายในแต่ละครั้ง ตัวเกมจะเพิ่มจำนวนชีวิตเสริมให้ในการเล่นรอบต่อไปอีกด้วย จึงทำให้เกมนี้เป็นเกมที่เหมาะกับทั้งมือใหม่ที่ไม่เคยสัมผัสเกมแนวนี้มาก่อนและมือเก่าที่เซียนอยู่แล้ว

กราฟิกสดใสเฟรมเรตลื่น


Natsuki Chronicles เป็นเกมยานยิงมุมมองด้านข้างที่ใช้กราฟิก 3D ในรูปแบบสไตล์การ์ตูนอนิเมะ สีสันสดใส มีรายละเอียดจัดเต็มทั้งพื้นผิวและแสงเงา รวมถึงเอฟเฟกต์ต่างๆ ที่ออกแบบมาอย่างสวยงาม แต่ไม่ได้อลังการงานสร้างจนเกินไป ทำให้ตัวเกมไม่ค่อยพบปัญหาด้าน Performance ทำให้สเปกความต้องการของ PC ในการเล่นเกมดังกล่าว จึงใช้แค่ CPU 2 Core 2.0GHz, RAM 4GB, และ VRAM 2GB เท่านั้น (แต่จากการลองตรวจสอบการใช้ทรัพยากรด้วย Xbox Game Bar พบว่าตัวเกมใช้แรมไปแค่เพียง 1GB กว่าๆ เท่านั้น ส่วน VRAM ไม่ใช้เลย) แน่นอนว่าเป็นเกมที่เป็นมิตรต่อเครื่อง PC ที่มีสเปกต่ำ แม้ว่าจะเป็นเกมที่ออกในปี 2021 ก็ตาม

ข้อเสียหลักมีเพียงอย่างเดียวในตอนนี้ คือตัวเกมมีอาการเด้งหลุดในช่วงบอสของด่านที่ 5 หากปิดระบบ Vsync ไว้ หรือเล่นในโหมด Windowed ก็คาดหวังว่าบั๊กดังกล่าวจะได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว

UPDATE 24/03/2021:
ล่าสุดบ๊ักดังกล่าวได้ถูกแก้ไขแล้วในแพทซ์ 1.0.1.2 ครับ

สรุป

Natsuki Chronicles มีการนำเสนอเกมการเล่นที่ผสมผสานส่วนที่น่าสนใจของเกมแนวยานยิงชั้นยอดต่างๆ เข้าด้วยกัน ด้วยเกมการเล่นที่ง่ายแต่ท้าท้าย อาวุธต่างๆ ที่มีให้เลือกใช้งานอย่างหลากหลาย เนื้อเรื่องที่ชวนให้ติดตาม และความสวยงามของกราฟิกที่เหนือกว่าเกมยานยิงแบบด้านข้างอื่นๆ ในตลาดตอนนี้ ส่งผลให้ Natsuki Chronicles ขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งเกมที่ผู้เล่นสายยานยิงหลายคนให้ความสนใจ

สำหรับใครที่สนใจก็สามารถเข้าไปกดซื้อในสตีมได้แล้วตามลิ้งข้างล่างนี้เลย



จุดเด่น
- รูปแบบการเล่นสนุกเข้าใจง่าย
- มีระบบแสดงวิถีกระสุนสำหรับผู้เล่นใหม่
- มีเนื้อเรื่องให้ติดตาม
- ของปลดล็อคเยอะ

จุดสังเกต
- ตำแหน่งของซับไตเติ้ลในเกมเพลย์ อ่านลำบากไปนิด
- ไม่มีระบบ Continue ในโหมด Story (ถ้าตายคือเริ่มใหม่ตั้งแต่ต้นของฉากนั้นๆ ทันที)

กราฟิก 9
ระบบการเล่น 8
ความแปลกใหม่ 8.5
ดนตรีและเสียงประกอบ 8.5
ความคุ้มค่า 9


ภาพรวม 8.6/10


หน้านี้แก้ไขล่าสุดเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2564

16 มกราคม 2564

รู้จักกับ Pop'n Music ตำนานซีรี่ส์เกมดนตรีสุดน่ารักจาก BEMANI ที่โลกลืม

หากจะให้พูดถึงเกมแนวดนตรีบนเครื่องเล่นเกมอาร์เคดล่ะก็ เชื่อว่าหลายคนคงนึกถึงเกมสุดฮิตขวัญใจคนไทยอย่าง Maimai, Danz Base, และ Pump It Up เป็นแน่แท้ แต่มีอยู่เกมนึงที่โด่งดังมากๆ ในประเทศญี่ปุ่นไม่แพ้เกมอย่าง Beatmania IIDX เลย แต่ในบ้านเรากลับไม่ค่อยมีใครให้ความสนใจเท่าไหร่นัก ทั้งที่เป็นเกมจาก Bemani เหมือนกัน เกริ่นมาขนาดนี้หลายคนคงรู้แล้วว่าเป็นเกมอะไร วันนี้แอดมินเอจะพามารู้จักกับเกมกดตามจังหวะเพลงบนเครื่องอาร์เคดที่โลกลืมอย่าง Pop'n Music กันครับ


เกม Pop'n Music (ญี่ปุ่น: ポップンミュージック) (อ่านว่า "ป๊อปปินมิวสิก") เป็นเกมแนวดนตรีสัญชาติญี่ปุ่นจากสตูดิโอ Bemani ของบริษัท Konami วางจำหน่ายให้กับเครื่องเกม Arcade และ PS1 ตั้งแต่สมัยปี ค.ศ. 1998 โดยรูปแบบการเล่นจะเหมือนกับเกมรุ่นพี่ร่วมค่ายอย่าง Beatmania คือการปุ่มหลากสีขนาดใหญ่ กลมๆ ทั้ง 9 ปุ่ม ให้ตรงกับตัวโน้ต "ป๊อปคุง" ที่เลื่อนลงมาให้ตรงจังหวะเพลง ซึ่งจุดเด่นของเกมนี้คือภาพกราฟิกภายในเกมที่ดูน่ารักมากๆ รวมไปถึงแนวของเพลงภายในเกมมีความหลากหลายมากกว่า Beatmania (จะออกแนวคล้ายๆ เพลงในเกม DJMAX และ EZ2DJ) แถมยังมีตัวละครให้เลือกเล่นเป็นจำนวนมากนับร้อยๆ ตัว!! ซึ่งแต่ละคนก็ล้วนมีประวัติความเป็นมา และเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันไป แทบไม่ต่างจากตัวละครในการ์ตูนอนิเมะเลยครับ โดยมี Mimi กับ Nyami เป็นตัวเอกประจำเกมซีรี่ส์นี้นั่นเอง


ภาพตัวอย่างเครื่องรุ่นต่างๆ

ด้านโหมดการเล่นในเกมนี้จะคล้ายกับเกมแนวดนตรีบนตู้อาร์เคดทั่วไป คือ มีโหมด Normal ที่เป็นการเลือกเพลงเล่นแบบธรรมดา และโหมด Battle เล่นแข่งทำคะแนนกับเพื่อนโดยแบ่งออกเป็นฝั่งละ 3 ปุ่ม นอกจากนี้ในภาคเก่าบางภาคยังมีโหมด Expert ที่เลือกคอร์สเพลงแล้วเล่นต่อเนื่องยาวไปโดยไม่ต้องวนกลับมาเลือกทีละเพลงอีก โหมด Taisen (対戦) เล่นแข่งกับบอทอีก 2 ตัว และยังมีโหมดแปลกๆ อย่าง Osusume ที่ระบบจะเลือกคอร์สเพลงมาให้ตามคำตอบที่เราเลือก (ภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น) นอกจากนี้ยังสามารถเลือกจำนวนปุ่มที่ต้องการเล่นได้ระหว่าง 5 ปุ่ม และ 9 ปุ่ม อีกด้วย (ภาคหลังๆ บังคับเล่น 9 ปุ่มเท่านั้นแล้ว)



แต่ละเพลงจะแบ่งระดับความยากแบ่งเป็น Easy (ง่าย), Normal (ปานกลาง), Hyper (ยาก), และ EX (บ้าคลั่ง) โดยจำนวนเลเวลของเพลงง่ายสุดคือระดับ 1 จนถึงยากสุดที่ระดับ 50 นอกจากนี้ ถ้าหากเบื่อหน่ายต่อการเล่นเกมแบบเดิมๆ หรือต้องการเพิ่มความตื่นเต้นมากขึ้น ผู้เล่นสามารถเปิดใช้งานฟังชั่น "โอจามา" (オジャマ หรือ お邪魔) เพื่อเพิ่มอุปสรรคการเล่นได้สูงสุด 2 อย่าง เช่น ให้ตัวละครประจำเพลงขึ้นมาเต้นบังเลนโน้ต, โน้ตกลับหัว, โน้ตโยกเยกไปมา, โน้ตกระพริบ, หรือทำให้เลนโน้ตแคบลง เรียกได้ว่าต้องแยกประสาทสัมผัสสุดๆ และเกมนี้มีเสียง Keysound ที่กดโน้ตแล้วออกมาเป็นเสียงเพลงจริงๆ ไม่ใช่เสียงเคาะจังหวะทั่วไป (ยกเว้นเพลงลิขสิทธิ์บางเพลงที่ไม่มี Keysound ....เช่นเดียวกับ DJMAX Respect)

ระดับความแม่นของโน้ตจะมี Cool, Great, Good, และ Bad ถ้าหากกดติด Cool หมายความว่าผู้เล่นกดโน้ตได้แม่นยำ แต่หากกดไม่แม่นก็จะปรากฏเป็น Great หรือ Good ซึ่งคะแนนจะลดลงตามลำดับ หรือหากกดพลาด เกมจะขึ้นว่า Bad และทำการนับ Combo ใหม่ทันที

จุดเด่นอีกอย่างของเกมนี้คือ ความยากในการกดปุ่มให้ตรงจังหวะเพลง เห็นภาพแบ๊วๆ แบบนี้ก็เถอะ แต่ระวังอย่าให้ความแบ๊วมาหลอกได้ เพราะด้วยจำนวนปุ่มที่มากถึง 9 ปุ่ม ประกอบกับความยากของชาร์ตเพลงในระดับ Hyper และ EX (โดยเฉพาะระดับ 40 ขึ้นไป) ทำให้เกมนี้อาจจะเรียกได้ว่าเป็นเกมแนวดนตรีที่ "ยากที่สุดในโลก" เกมหนึ่งเลยก็ว่าได้ครับ และเนื่องจากพื้นที่ของตัวคอนโทรลเลอร์ที่มีขนาดกว้างมาก ทำให้เป็นอีกเกมที่สามารถเล่นในรูปแบบ Co-op ชวนเพื่อนๆ มาร่วมด้วยช่วยกันตบได้ด้วยนั่นเอง หากคิดว่าเพลงหรือชาร์ตไหนเล่นคนเดียวแล้วมันยากเกินไป



ด้วยความนิยมและจุดขายอันเป็นเอกลักษณ์ของ Pop'n Music ทำให้มันมีภาคต่อออกมาอีกมากมายทั้งบนเกมตู้และเครื่องคอนโซล แต่ว่าน่าเสียดายที่เวอร์ชั่นคอนโซลหยุดอยู่แค่ภาค Portable 2 (16 PARTY) บนเครื่อง PSP ในปี 2011 เท่านั้น อันเนื่องมาจากปัญหาด้านค่าลิขสิทธิ์เพลงที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ในทุกปีนั่นเอง (ลิขสิทธิ์เพลงของเวอร์ชั่นอาร์เคดกับคอนโซล ต้องซื้อแยกกันต่างหาก) ต่างกับเวอร์ชั่นอาร์เคดที่ยังคงมีภาคต่อมาจนถึงปัจจุบัน


ตัวอย่างโหมดเนื้อเรื่องในภาค PSP

จนในที่สุดก็มาถึงจุดเปลี่ยนของซีรี่ส์ เพราะในปี 2014 ทาง Konami ได้ตัดสนใจยกเครื่องสลัดภาพลักษณ์ใสๆ กลายเป็นเกมสไตล์วัยรุ่นแบบเต็มตัว กับ Pop'n Music Lapistoria ซึ่งนับตั้งแต่ภาคนี้เป็นต้นไปได้มีการปรับเปลี่ยนลายเส้นตัวละครใหม่ทั้งหมด กลายเป็นสไตล์อนิเมะแบบเต็มตัว สัดส่วนดูสมจริงขึ้น (ดูคล้ายเรื่อง My Hero Academia มากๆ) จากเดิมที่เป็นตัวละครแบบ SD น่ารักๆ ตัวเตี้ยๆ หน้ากลมๆ ตาแบ๊วๆ รวมไปถึงเพลงลิขสิทธิ์ที่เน้นเพลงจากอนิเมะกระแสปัจจุบันมากขึ้น (มีเพลงจาก Vocaloid กับ Touhou ด้วยนะ) ต่างกับภาคก่อนๆ ที่เพลงลิขสิทธิ์ส่วนใหญ่จะมาจากอนิเมะเรื่องเก่าๆ ระดับตำนานยุค 80-90 ไม่ก็เพลงจากอนิเมะสำหรับเด็กซะส่วนใหญ่ เพื่อลบภาพจำของเกมที่ว่า "Pop'n Music คือ Beatmania IIDX สำหรับเด็ก" นั่นเองครับ


แต่ดูเหมือนว่าการเปลี่ยนภาพลักษณ์โฉมใหม่ในครั้งนี้จะสร้างความช้ำใจให้แก่แฟนเกมหลายคน จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักแบบเสียงไปในทางเดียวกัน อันเนื่องจากดีไซน์ตัวละครดู "สมจริงจนคล้ายการ์ตูนสายโชเน็ง" มากเกินไป ส่งผลลัพธ์ทำให้สูญเสียเอกลักษณ์ดั้งเดิมอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งขัดกับเกมภาคก่อนๆ ที่มีความน่ารักฉบับการ์ตูนมากกว่านี้ จนในที่สุดทาง Konami ก็ยอมรับฟังความเห็นแฟนๆ ด้วยการปรับดีไซน์ตัวละครกลับมาเป็นรูปแบบดั้งเดิมในเกมภาค Pop'n Music Peace (2018) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว (แต่เกียวผมด้านข้างของ Mimi กับ Nyami ก็ยังอยู่เหมือนเดิมนะ)


สำหรับปัจจุบันนี้ Pop'n Music ก็ยังคงมีภาคต่อมาจนถึงปัจจุบัน และถึงแม้ในปัจจุบันนี้จำนวนผู้เล่นจะเทียบไม่ได้จากในสมัยเก่า แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่มีพอสมควร

รายชื่อเกมทั้งหมดฉบับ Arcade
- pop'n music (1998)
- pop'n music 2 (1999)
- pop'n music 3 (1999)
- pop'n music 4 (2000)
- pop'n music 5 (2000)
- pop'n music 6 (2001)
- pop'n music 7 (2001)
- pop'n music 8 (2002)
- pop'n music 9 (2002)
- pop'n music 10 (2003)
- pop'n music 11 (2004)
- pop'n music 12 Iroha (2004)
- pop'n music 13 Carnival (2005)
- pop'n music 14 FEVER! (2006)
- pop'n music 15 ADVENTURE (2007)
- pop'n music 16 PARTY♪ (2008)
- pop'n music 17 THE MOVIE (2009)
- pop'n music 18 Sengoku Retsuden (2010)
- pop'n music 19 TUNE STREET (2010)
- pop'n music 20 fantasia (2011)
- pop'n music Sunny Park (2012)
- pop'n music Lapistoria (2014)
- pop'n music éclale (2015)
- pop'n music: Usagi to Neko to Shōnen no Yume (2016)
- pop'n music peace (2018)
- pop'n music Kaimei Riddles (2020)
- pop'n music UniLab (2022)

รายชื่อเกมทั้งหมดฉบับ Console (นับเฉพาะภาคหลัก)

PS1
- pop'n music (1999)
- pop'n music 2 (1999)
- pop'n music 3 (2000)
- pop'n music 4 (2000)
- pop'n music 5 (2001)
- pop'n music 6 (2002)

PS2
- pop'n music 7 (2002)
- pop'n music 8 (2003)
- pop'n music 9 (2004)
- pop'n music 10 (2004)
- pop'n music 11 (2005)
- pop'n music 12 Iroha (2006)
- pop'n music 13 Carnival (2006)
- pop'n music 14 FEVER! (2007)

PSP
- pop'n music portable [15 ADVENTURE] (2010)
- pop'n music portable 2 [16 PARTY♪] (2011)

ผู้ที่สนใจอยากหาเล่นตู้เกมนี้ในบ้านเรา เท่าที่ผมหาข้อมูลมาได้พบว่ามีเปิดให้บริการเพียงที่เดียวในประเทศไทยเท่านั้นคือที่ห้าง MBK Center (มาบุญครอง) ค่าเล่นครั้งละ 30 บาท เล่นได้สูงสุด 3 เพลงต่อรอบ (ปล. ก่อนหน้านี้แอดเคยเจอตู้ที่แฟชั่นไอส์แลนด์ด้วยนะ แต่ปัจจุบันถูกนำออกไปแล้ว เพราะคนเล่นน้อย) หรือใครจะลองหาเวอร์ชั่นคอนโซลบน PS1, PS2, และ PSP มาเล่นดูแทนก็ได้ครับ



Tips
• pop'n music 18 Sengoku Retsuden เป็นเกมภาคแรกที่ได้เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในประเทศไทย แต่ยังไม่รองรับบัตรบันทึกข้อมูล e-amusement pass
• ส่วนภาคที่รองรับบัตร e-amusement pass อย่างเป็นทางการในประเทศไทยเป็นภาคแรกคือ pop'n music éclale โดยเปิดทดสอบ Location Test ในงาน JAPAN EXPO 2016 ณ ห้าง Siam Paragon วันที่ 12-14 กุมภาพันธ์ 2559

Fun Fact: เชื่อว่าเกมเมอร์ชาวไทยหลายคนคงเข้าใจมาตลอดว่า Mimi กับ Nyami นั้น เป็นพี่น้องฝาแฝดกัน ซึ่งความจริงแล้วทั้งคู่ไม่ได้เป็นพี่น้องกันนะ แค่บังเอิญหน้าตาคล้ายกันเฉยๆ ต่างหากละครับ (*^-^*)




หน้านี้แก้ไขล่าสุดเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2567

12 ธันวาคม 2563

[Review] Sisters Royale: Five Sisters Under Fire ศึกดันมาคุของเหล่าน้องสาว!!


หลังจากที่เกมเมอร์หลายๆ คนได้รู้จักและคุ้นเคยกับเกมยานยิงแนวดันมาคุ (Bullet Hell) มุมมองด้านบนอย่าง Shikigami no Shiro‎ (หรือ Castle of Shikigami ในเวอร์ชั่นตะวันตก) มานานแล้ว ค่าย Alfa System ผู้พัฒนาเกมนี้จึงขอฉลองอายุครบ 30 ปีด้วยการกลับมาในเกมไอพีใหม่ภายใต้ชื่อ Sisters Royale: Five Sisters Under Fire

ตัวเกมมาพร้อมกับตัวละครสไตล์อนิเมะถึง 6 คนพร้อมเนื้อเรื่องและฉากจบ 6 แบบตามตัวละคร (ตัวที่ 6 จะเป็น DLC ที่ต้องซื้อแยกจากเกมหลักต่างหาก) โดยทั้ง 6 จะมีอาวุธประจำตัวและกลไกการเล่นที่แตกต่างกัน

ลักษณะเกมเพลย์โดยรวมก็เป็นไปตามแบบฉบับเกมยิงแนว Bullet Hell ทั่วไปคือ ไม่ต้องคิดอะไรเยอะ แค่อ่านแพทเทิร์นกระสุนให้ออกและหลบให้ทันก็ชนะได้แล้ว สามารถเลือกระดับความยากได้ 3 ระดับคือ Easy, Normal, และ Hard ในส่วนของแอ็คชั่นนั้นเหมือนกับเกมแนวนี้ทั่วไปที่จะมีท่าโจมตีอยู่ 3 แบบคือ กระสุนธรรมดา, กระสุนพิเศษที่ทำให้เคลื่อนที่ช้าลง, และท่าไม้ตายแบบจำกัดจำนวน ซึ่งสะสมได้สูงสุด 5 ชิ้น และมีพลังชีวิตให้เพียง 3 หน่วยเท่านั้น ส่วนฉากต่างๆ ในเกมนี้มีทั้งหมด 5 ฉาก แต่ความยาวค่อนข้างจะสั้น เดินแป๊ปเดียวก็เจอบอสแล้ว

กราฟิกในเกมนี้ยังเป็นแบบ 3D เช่นเดียวกับ Shikigami no Shiro ที่เป็นเกมต้นฉบับ แต่ในส่วนของตัวละครนั้นได้เปลี่ยนมาใช้โมเดล 3D แทนรูปแบบเดิมที่เป็น 2D Sprite แต่ส่วนของฉาก รวมไปถึงเอฟเฟคต่างๆ นั้นยังดูตกยุคไปหน่อย (ค่อนข้างดูคล้ายกับเกมบนเครื่อง PS2 มากๆ) หากเทียบกับเกมแนวเดียวกันอย่าง Raiden V หรือ Natsuki Chronicles ที่ทำออกมาได้ดูสวยงามเข้ากับเกมในยุคปัจจุบันมากกว่า

จุดเด่นที่สำคัญที่สุดของเกมนี้คือระบบ Tension Bonus System (TBS) ซึ่งนำมาจากเกมซีรี่ส์ Shikigami no Shiro‎ โดยตรง คือ เมื่อเราเอาตัวละครไปเฉียดกระสุนของศัตรู ก็จะได้โบนัสเป็นตัวคูณคะแนน ยิ่งจุด Hitbox (แสงกลางตัวละคร) ใกล้กับกระสุนมากเท่าไหร่ตัวคูณก็ยิ่งสูงมากเท่านั้น และเมื่อถึง x8 ก็จะทำให้โจมตีได้แรงขึ้นอีกด้วย ซึ่งเป็นระบบที่ทำให้หลายคนเสพติดกับการเก็บคะแนน และทำให้เหล่าผู้เล่นสามารถเล่นเกมนี้ติดงอมแงมไปได้อีกระยะหนึ่งจนกว่าความรู้สึกท้าทายจะหมดไป

โดยรวมแล้ว Sisters Royale ก็ยังคงเป็นเกมสไตล์ Shikigami no Shiro ที่แฟนเกมคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพียงเปลี่ยนจากลุยบนฟ้ามาเป็นเดินลุยบนพื้นแทน อีกทั้งยังมีราคาเริ่มต้นที่ถูกมากเพียง 229 บาท ทำให้ไม่ต้องคิดมากในการซื้อมาเล่นอีกเกม สรุปแล้วใครที่ชอบเกม Shooting สไตล์คลาสสิกแบบนี้ละก็ ถ้าไม่ซื้อมาเล่นระวังจะเสียใจภายหลังนะครับ

ปล.1 เกมนี้มีวางจำหน่ายบน Switch, PS4, XBone และ PC (Microsoft Store และ Steam) ครับ
ปล.2 เกมนี้ราคาไทยบน Steam ถูกกว่า Microsoft Store











จุดเด่น
- เกมเพลย์สนุกเข้าใจง่าย
- ตัวละครมีสไตล์การเล่นที่แตกต่างกัน
- งานภาพตัวละครสวยงามได้อารมณ์แบบอนิเมะญี่ปุ่น
- เหมาะกับมือใหม่แนวนี้ (หากเล่นระดับ Easy)
- ราคาไม่แพง หากเทียบกับคุณภาพเกมโดยรวม

จุดสังเกต
- กราฟิกดูธรรมดา

กราฟิก 8
ระบบการเล่น 8
ความแปลกใหม่ 8
ดนตรีและเสียงประกอบ 8
ความคุ้มค่า 8


ภาพรวม 8/10




หน้านี้แก้ไขล่าสุดเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2564

3 กันยายน 2563

[Review] HellSinker นี่มันเกมยานยิงระดับเทพชัดๆ !


HellSinker เป็นเกมแนวยานยิง Shoot 'em up / Shmup สไตล์ Bullet Hell จากผู้พัฒนาคนเดียว Ruminant's Whimper หรือ Tonnor ที่เปิดวางขายในงาน Comiket 72 มาตั้งแต่ปี 2007 ล่าสุดทาง Henteko Doujin ได้ลิขสิทธิ์นำมาวางจำหน่ายทั่วโลกบน Steam ในปี 2019 ที่ผ่านมา ซึ่งความเจ๋งของเกมนี้อยู่ที่งานดีไซน์โดยรวมและระบบต่างๆ ที่ให้ความรู้สึกแตกต่างจากทุกเกมในแนวเดียวกันที่เคยออกมาแทบทั้งหมด เรียกได้ว่าจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีเกมไหนที่ให้ประสบการณ์ในการเล่นแบบเดียวกับเกมนี้ได้เลย ด้วยความเจ๋งมากขนาดนี้ เราเลยหยิบมารีวิวอย่างไม่ลังเล

กราฟิกและการนำเสนอ

ตัวเกมมีธีมออกไปในแนว Sci-fi กึ่งๆ แฟนตาซี ที่ให้อารมณ์ทันสมัย แต่ก็ดูเก่าแก่ไปพร้อมๆ กัน ด้านกราฟิกของเกมนี้จะคล้ายคลึงกับ Touhou คือ เป็นฉากแบบ 3 มิติที่ผสมกับภาพตัวละครและศัตรูต่างๆ ในแบบ 2 มิติ ที่มีความสวยงามและลงตัว สิ่งที่สะดุดตาก็คือ การออกแบบมุมกล้องและ Scrolling ของฉากต่างๆ ที่ถ่ายทอดออกมาให้ความรู้สึกในแบบ Sense of Speed ทำให้เห็นแล้วรับรู้ได้ถึงการต่อสู้ที่มีความรวดเร็วอย่างมาก
 

ตัวละคร

สำหรับระบบตัวละครในเกมนี้ต้องบอกเลยว่าค่อนข้างเป็นจุดเด่นและแตกต่างจากเกมอื่นเลยก็ว่าได้ครับ โดยปกติแล้วในเกมแนวนี้ทั่วไป การเลือกตัวละครจะมีความแตกต่างเฉพาะเพียงรูปแบบของกระสุนที่ถูกยิงออกมาเท่านั้น เช่น ตัวนี้จะยิงเป็นเส้นตรง อีกตัวยิงกระจายหลายทิศทาง เป็นต้น แต่สำหรับเกมนี้ทางผู้พัฒนาได้หยิบเอาระบบตัวละครแบบเดียวกับในเกมไฟติ้งและ MOBA มาใช้ด้วยครับ กล่าวคือ ตัวละครในเกมนี้ทุกตัวจะมีกลไกของมันชัดเจนเลยว่าออกแบบมาให้เล่นในรูปแบบไหน ซึ่งผู้เล่นจำเป็นต้องศึกษารูปแบบการเล่นและเทคนิคต่างๆ ของตัวละครนั้นๆ เพื่อที่จะดึง "ความสามารถ" ของตัวละครนั้นๆ ออกมาใช้ประโยคให้ได้สูงที่สุด แน่นอนว่าระบบดังกล่าวทำให้แต่ละตัวมีความยาก-ง่ายในการเล่นที่แตกต่างกันไปอีกด้วย บางตัวเล่นยากต้องใช้เวลาทำความเข้าใจกิมมิคของมันพอสมควรถึงจะเล่นเป็น แต่บางตัวก็เล่นง่ายมากจนแทบไม่ต้องเพิ่งเทคนิคใดๆ เลยก็มี งานนี้ใครที่คิดว่าเกมนี้ตัวละครมีความแตกต่างเพียงแค่รูปแบบกระสุนเหมือนเกมอื่นๆ ล่ะก็ ขอให้คิดใหม่ได้เลยนะครับเมื่อมาเล่นเกมนี้

โดยตัวละครในเกมนี้จะมีให้เลือกใช้งานได้ทั้งหมด 4 ตัวด้วยกันคือ
• DEAD LIAR (สามารถเลือกรูปแบบของ Subweapon ได้ 2 แบบ โดยการกดปุ่ม Pause)
• FOSSIL MAIDEN
• MINO GAME
• KAGURA *ต้องปลดล็อคโดยการเล่นจบด่านที่ 4 แบบไม่ใช้คอนทินิว* (สามารถเลือกรูปแบบอาวุธได้ 4 แบบ โดยการกดปุ่ม Pause)
 

ความยากไม่เน้น เน้นรายละเอียดของระบบเกม

สำหรับเกมเพลย์จะเป็นเกมยานยิงตะลุยด่านแบบแนวตั้งหรือมุมมองด้านบน ที่ต้องทำคือการควบคุมตัวละครไปทิศทางต่างๆ เพื่อหลบการโจมตีพร้อมกับโจมตีศัตรูไปด้วยเหมือนกับเกมแนวนี้ทั่วไป แต่สิ่งที่ทำให้ผมมองว่าจุดประสงค์หลักของเกมนี้ไม่ใช่การหลบกระสุนเพื่อเอาตัวรอดที่จะค่อยๆ ยากขึ้นเรื่อยๆ แบบเกมอื่นในแนวเดียวกัน แต่เป็นเกมที่เน้นระบบการทำคะแนนอย่างมาก (คะแนนในเกมนี้จะเรียกว่า "Spirit") ซึ่งการที่ผู้เล่นจะทำคะแนนให้ได้สูงๆ ในเกมนี้จำเป็นอย่างมากที่จะต้องศึกษาระบบต่างๆ อย่างรายละเอียดจากคู่มือที่แถมมากับตัวเกม ซึ่งก็ค่อนข้างซับซ้อนในระดับหนึ่ง แต่เมื่อศึกษาและลองฝึกซ้อมบ่อยๆ จนเริ่มใช้ประโยคจากแมคคานิคของเกมได้คล่องแล้ว ผู้เล่นก็จะสามารถเข้าถึงความสนุกที่แท้จริงจากการเก็บคะแนนได้เยอะๆ เป็นอย่างดี

ส่วนในด้านความยากของเกมโดยรวมถือว่าค่อนข้างสูง แต่ก็ไม่ได้ยากนรกแตกแบบเกม Touhou ในระดับ Lunatic ซึ่งความยากของเกมนี้หลักๆ แล้ว จะอยู่ที่ความเร็วของกระสุนที่พุ่งมาค่อนข้างเร็ว ซึ่้งผู้เล่นต้องมีสติและการตอบสนองที่รวดเร็วจริงๆ กับในส่วนของการควบคุมตัวละครที่ผู้เล่นจำเป็นต้องรู้แนวทางการเล่นของตัวนั้นๆ ถึงจะอยู่รอดไปได้จนจบเกม จากที่ลองเล่นมาตั้งแต่ด่านแรกจนถึงด่านสุดท้าย (รวมถึงโหมด Extra Stage อีก 2 ด่าน) พบว่าความยากในแต่ละด่านไม่ค่อยแตกต่างกันมากเท่าไหร่นัก หากสามารถจดจำแพทเทิร์นและเทคนิคในแต่ละช่วงได้หมด ก็ไม่มีอะไรที่ยากอีกต่อไปแล้วครับ นอกจากนี้ในแต่ละด่านยังมีความลับมากมายให้ได้ค้นหากันอีกด้วย
 

ระบบการตายของเกมนี้จะเป็นแบบโดนครั้งเดียวแล้วตายทันที (1-Hit Death) ในแต่ละเกมจะมีพลังชีวิตเริ่มต้นให้ 4 ตัว และสะสมเพิ่มได้สูงสุด 5-7 ตัว ขึ้นอยู่กับการตั้งค่าของผู้เล่นว่าจะให้สะสมได้สูงสุดเท่าไหร่ (ค่าเริ่มต้นอยู่ที่ 6 ตัว) นอกจากนี้หากตายจนพลังชีวิตหมดก็ยังสามารถใช้คอนทินิวเพื่อลุยต่อได้ แต่อาจจะทำให้บางฉากในด่านต่อไป ถูกตัดออกไป เพื่อลดความยากของเกมลง และหากหลังจากจบด่าน Shrine of Farewell ไปแล้วยังตายจนตัวหมดอีก ก็จะ Gameover ทันทีแบบไม่อาจโต้แย้งได้

อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือเพลงประกอบเกม โดยเพลงในเกมนี้จะมาในแนวอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งทุกเพลงนั้นล้วนแต่ไพเราะ และช่วยสร้างอารมณ์ร่วมได้อย่างมาก โดยเฉพาะในด่านท้ายๆ ที่ยิ่งใกล้จุดไคลแมกซ์ของเกมมากเท่าไหร่ เพลงก็ยิ่งให้อารมณ์ที่พีคมากขึ้นเรื่อยๆ รับรองว่าฟังแล้วติดหูแน่นอน ที่สำคัญถ้าใครติดใจเพลงในเกมนี้ ยังสามารถซื้อตัว DLC เสริมมาอัพเกรดคุณภาพเสียงดนตรีให้กลายเป็นระดับ HD ได้อีกด้วยนะ

ด่านต่างๆ ("Segment") ในเกมจะมีทั้งหมด 8 ด่าน กับด่านพิเศษที่ชื่อว่า Shrine of Farewell อีกหนึ่งด่าน โดยหากค่า Terra ที่มุมซ้ายล่างของจอลดลงจนหมดเมื่อไหร่ ด่านต่อไปก็จะเป็น Shrine of Farewell อย่างแน่นอน โดยในฉากนี้จะเป็นฉากรวมบอส ซึ่งผู้เล่นจะต้องเอาชนะบอสให้ได้ทั้ง 4 ตัวเพื่อเคลียร์ด่าน โดยก่อนเริ่มการต่อสู้ผู้เล่นสามารถเลือกลำดับการปรากฏตัวของบอสได้ตามสัญลักษณ์บนการ์ดที่เลือก และยังมีความพิเศษคือ เมื่อเข้ามาในด่านนี้ คะแนนหรือ Spirit ทั้งหมดที่เก็บมาได้จะถูกล้างออก แต่จะถูกแปลงกลับมาเป็นไอเทม "คริสตัล" ที่ตกมาให้เก็บหลังจบด่านแทน และพลังชีวิตในด่านนี้จะไม่มีวันหมด แต่หากตายบ่อยๆ จะทำให้จำนวนคริสตัลที่สะสมระหว่างต่อสู้ลดลงนะครับ


นอกจากนี้หากผู้เล่นสามารถปราบบอสสุดท้ายในร่างจริงได้ (TLB) ก็จะสามารถปลดล็อคโหมด Extra Stage ออกมาเล่นได้อีกด้วย

กิมมิคและลูกเล่นเล็กๆ น้อยๆ ที่ให้ประสบการณ์แปลกใหม่และแตกต่างจากเกมอื่น

จุดเด่นอีกอย่างของเกมนี้ก็คือการที่ทางผู้พัฒนาได้ใส่กิมมิคและลูกเล่นเล็กๆ น้อยๆ เข้าไป เช่น การเลือกตัวละครในเกมนี้จะให้เลือกกันตั้งแต่หน้าเมนูหลักโดยตรงเลย ซึ่งจะต่างจากเกมอื่นๆ ที่ให้เลือกตัวละครหลังจากเลือกโหมดการเล่นไปแล้ว หรือ หลังจากเล่นจบในแต่ละด่านแล้วตัวเกมจะมีการถามผู้เล่นด้วยว่า จะลุยต่อ (Go on) หรือ ล้มเลิกภารกิจ (Break) แต่มันมีกิมมิคเล็กๆ ตรงที่ผู้เล่นจะต้องกดปุ่มซ้ายหรือขวาค้างไว้เพื่อเลือกคำตอบ แล้วตามด้วยปุ่มยืนยันคำตอบ นี่ยังไม่นับรวมถึงดีไซน์วิชวลและแพทเทิร์นของศัตรูต่างๆ ที่มีความสร้างสรรค์อีกด้วย ทำให้ประสบการณ์ที่ได้รับจากการเล่นเกมนี้จะรู้สึกแปลกใหม่และแตกต่างจากเกมอื่นอย่างมาก ซึ่งใครที่อยากรู้ว่าจะมีลูกเล่นและความลับอะไรอีกบ้างนอกจากนี้ก็คงต้องลองเข้าไปเล่นเอาเองแล้วละครับ รับรองว่าเซอร์ไพร์แน่ๆ
 

สรุปแล้ว

เป็นเกมยานยิงแบบ Old school ที่แต่ละตัวละครมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน เกมเพลย์ก็รวดเร็วมากๆ การต่อสู้เป็นแบบ 2D มุมบน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเกมยานยิงจากฝั่งญี่ปุ่น ในเรื่องความยาก คิดว่าขึ้นอยู่กับตัวละครที่ผู้เล่นเลือกมากกว่า เพราะแต่ละตัวเล่นยาก-ง่ายไม่เหมือนกัน ใครอยากเล่นแบบง่ายๆ หรืออยากจะลองเทคนิคแปลกๆ ก็แล้วแต่จะจัดกัน รายละเอียดปลีกย่อยของระบบและความลับต่างๆ ที่ชวนให้กลับมาเล่นซ้ำได้เรื่อยๆ งานดีไซน์โดยรวมของเกมและลูกเล่นเล็กๆ น้อยๆ ที่ให้ความรู้สึกแปลกใหม่สุดๆ รวมไปถึงเพลงประกอบที่ยิ่งเล่นไปไกลมากเท่าไหร่ก็ยิ่งให้ความรู้สึกที่ลุ้นระทึกมากขึ้นเรื่อยๆ

จุดสังเกตคือ เกมนี้ไม่มีระบบ Autofire แบบในเกมแนวเดียวกันตัวอื่นๆ ผู้เล่นจำเป็นต้องกดปุ่มยิงย้ำๆ เอาเองแบบเกมแนวไฟติ้ง แถมบางตัวละครยังมีท่ายิงพิเศษที่ต้องรัวปุ่มยิงให้ไวกว่าปกติเพื่อใช้งานอีกด้วย ทำให้เกมเมอร์บางคนที่เคยชินกับการกดปุ่มยิงค้างจากเกมอื่นอาจรู้สึกขัดใจอยู่บ้าง

สำหรับใครที่กำลังมองหาเกมแนวยานยิงที่ให้ประสบการณ์ในการเล่นที่ "แตกต่าง" จากเกมทั่วไปในท้องตลาดละก็ แนะนำให้ลองเกมนี้เลยครับ รองรับคุ้มค่าแน่นอน!!

จุดเด่น
- เกมเพลย์ที่รวดเร็วมากๆ
- การออกแบบมุมกล้องและ Scrolling ของฉากที่ให้ความรู้สึก Sense of Speed
- ทุกตัวละครมีสไตล์การเล่นและเทคนิคเฉพาะตัวที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง
- เพลงประกอบที่ยิ่งใกล้จุดไคลแมกซ์ของเกมก็ยิ่งให้ความรู้สึกพีคมากขึ้นเรื่อยๆ
- งานดีไซน์โดยรวมของเกมที่เป็นเอกลักษณ์มากๆ และให้ประสบการณ์ที่แปลกใหม่สุดๆ
- เล่นซ้ำกี่รอบก็ไม่รู้สึกเบื่อ

จุดสังเกต
- ความยากไม่เป็นมิตรกับมือใหม่แนวนี้
- ไม่มีระดับความยากให้เลือก
- ไม่มีระบบ Autofire
- การเลือกตัวละครจากหน้าเมนูหลักโดยตรงที่ชวนให้สับสนเล็กน้อย
- ระบบต่างๆ ค่อนข้างซับซ้อนกว่าเกมแนวเดียวกัน

กราฟิก 8
ระบบการเล่น 9
ความแปลกใหม่ 10
ดนตรีและเสียงประกอบ 10
ความคุ้มค่า 10


ภาพรวม 9.4/10
 
 

6 สิงหาคม 2563

[Review] Terra Feminarum เกมยานยิงสไตล์ Touhou บน PC ที่สามารถดาวน์โหลดมาเล่นได้ฟรี


 
หากจะให้พูดถึงเกมแนวยานยิงบน PC สักเกม เชื่อว่าเกมเมอร์ชาวไทยแทบทุกคนจะต้องนึกถึงซีรี่ส์เกมอินดี้ระดับตำนานอย่าง Touhou Project อย่างแน่นอน เนื่องจากเกมซีรี่ส์นี้มีแนวทางเป็นของตัวเองอย่างชัดเจน เพราะมันมาในรูปแบบของเกมแนวที่เรียกว่า Bullet Hell ที่ผู้เล่นจะต้องคอยหลบหลีกจากเม็ดกระสุนหลากสีบนจอเป็นจำนวนมากเพื่อเอาชีวิตรอดไปให้ได้จนจบเกม แถมในปัจจุบันนั้นทางผู้พัฒนายังคงมีการเข็นภาคใหม่ออกมาอยู่เรื่อยๆ (นับเฉพาะตัวเกมออริจินัลที่เป็นเกมแนวยานยิงกับเกมต่อสู้เท่านั้น) และอาจจะเรียกได้ว่าเป็นซีรี่ส์เกมแนวยานยิงเก่าแก่เพียงไม่กี่ตัวบนโลกที่ยังคงเหลือรอดมาจนถึงยุคปัจจุบันเลยก็ว่าได้ (เกมซีรี่ส์นี้ภาคแรกวางจำหน่ายเมื่อปี 1997)

แต่สำหรับใครที่ไม่กล้าซื้อ Touhou ตัวออริจินัลมาเล่น เพราะกลัวในความยากของเกมนี้ เราขอแนะนำให้รู้จัก Terra Feminarum เกมยานยิงแนว Bullet Hell ในรูปแบบ Freeware ที่ทางทีมพัฒนาเปิดให้ดาวน์โหลดไปเล่นได้แบบฟรีๆ ซึ่งเกมนี้จริงๆ แล้วในตอนแรกที่เปิดตัวยังเป็นเกมที่ต้องเสียเงินซื้อมาเล่นอยู่นะ โดยสนนราคาบนสตีมอยู่ที่ 189 บาท ซึ่งเป็นเรตราคาเดียวกับเกมแนวยานยิงอินดี้ทั่วไป แต่เนื่องจากในช่วงหลังทางทีมพัฒนาเห็นว่ายอดขายของเกมนี้ส่วนใหญ่มาจากช่วงเทศกาลลดราคาเป็นหลัก โดยจนถึงปัจจุบันสามารถทำยอดขายได้เพียงแค่ 1,000 กว่าชุดเท่านั้นเอง (ก็พี่แกดันไปเอาตัวอย่างเกมจากระดับยากสุดมาขึ้นหน้าร้านค้า คนเลยเห็นแล้วไม่กล้าซื้อราคาเต็มมาเล่นกัน) ประกอบกับทางตัวนักพัฒนาเองก็เริ่มมีงานประจำทำแล้ว จึงทำให้ไม่มีเหตุผลที่จะต้องปล่อยขายเป็นเกมเสียเงินอีกต่อไปนั่นเอง เอาล่ะ เราไปเข้ารีวิวกันเลยดีกว่า

* ส่วนตัวได้เกมนี้มาตอนช่วง Winter Sale 2018 จำได้แม่นเลยว่าตอนนั้นลด 90% เหลือแค่ 18 บาท ก็เลยลองจัดมาเล่นดูซักหน่อย อิอิ  *

[Tips] ความแตกต่างระหว่าง Freeware กับ Free to Play (F2P)
- Freeware: คือเกมที่สามารถดาวน์โหลดมาเล่นได้ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝงใดๆ ทั้งสิ้น
- Free to Play (F2P): คือเกมที่สามารถดาวน์โหลดมาเล่นได้ฟรีเช่นกัน แต่มีค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น การซื้อไอเทมต่างๆ ด้วยเงินจริง เป็นต้น

เซ็ทติ้งและโหมดฝึกสอน

เซ็ทติ้งโดยรวมของเกมจะเกี่ยวกับตำนานปรัมปราของประเทศฟินแลนด์ ทำให้ฉากหลังในเกมจึงออกแนวแฟนตาซีแบบเทพนิยาย เมื่อเริ่มเกมมาครั้งแรกตัวเกมจะเล่าเรื่องราวปฐมบทให้ทราบพอสังเขป แล้วจากนั้นเราก็จะเข้ามาอยู่ในโหมด Tutorial ทันที โดยจะสอนตั้งแต่การหลบหลีกขั้นพื้นฐาน จนไปถึงการต่อสู้กับศัตรูในรูปแบบต่างๆ การควบคุมหลักๆ แล้วจะคล้ายกับ Touhou และเกมแนว Bullet Hell ทั่วไป คือ กดลูกศรเพื่อเคลื่อนที่ Z คือยิง X คือใช้บอบม์หรือท่าไม้ตาย (เกจข้างขวาต้องมากกว่าครึ่งหลอดถึงจะใช้งานได้) C คือเคลื่อนที่แบบเร็ว (มีจำนวนจำกัดตามเกจข้างซ้าย) และ Shift ซ้าย คือเคลื่อนที่แบบช้า (ถ้าไม่ถนัดคีย์บอร์ด จะเล่นด้วยจอยคอนโทรลเลอร์แทนก็ได้นะครับ) เมื่อจบฉาก Tutorial ก็จะเข้าสู่หน้าเมนูหลักของเกม (พร้อมกับได้รับ Achievement ทันที 1 ตัว ถ้าไม่กดข้าม Tutorial นะ)
โหมดการเล่น

เกมจะมีโหมดการเล่น 2 รูปแบบหลักๆ คือ โหมด Story จะเป็นการเล่นแบบผ่านด่านไปเรื่อยๆ ซึ่งจะค่อยๆ ปลดล็อคออกมาตามจำนวนด่านที่เราเคยเล่นผ่านไปถึง โหมดนี้เมื่อเล่นจบในแต่ละด่านจะมีค่าพลังให้เราเลือกอัพเกรดได้ 3 อย่างคือ เพิ่มชีวิตเริ่มต้นสูงสุด เพิ่มระยะเวลาของท่าไม้ตาย และเพิ่มขีดจำกัดของการเคลื่อนที่แบบเร็ว และยังสามารถกลับมาเล่นด่านเดิมซ้ำเพื่อเลือกอัพเกรดเพิ่มเติมได้ และแน่นอนว่าในระหว่างทางจะมีไดอะล็อกการสนทนาของตัวละครต่างๆ ให้ได้ติดตามเรื่องราวกันอีกด้วย (ส่วนนี้สามารถเลือกปิดได้ที่หน้าออฟชั่นของเกม)

ส่วนอีกโหมดคือโหมด Arcade รูปแบบการเล่นในโหมดนี้จะคล้ายกับโหมดแรก เพียงแต่จะไม่มีไดอะล็อกการสนทนาและบังคับให้เล่นตามลำดับของด่านตั้งแต่ต้นไปจนจบเหมือนกับเกมยานยิงทั่วไป (ไม่สามารถเลือกด่านที่จะเริ่มได้) ส่วนค่าพลังที่เลือกอัพเกรดมาทั้งหมดจะคงอยู่เฉพาะการเล่นในรอบนั้นๆ เท่านั้น โดยคะแนนที่ผู้เล่นทำได้จะบันทึกลงทั้งสถิติส่วนตัวกับ Leaderboard ทันทีหลังเล่นจบ

เมื่อเลือกโหมดแล้ว เราจะต้องเลือกระดับความยากจากทั้งหมด 4 ระดับคือ Novice, Normal, Expert, และ Brutal ซึ่งแต่ละระดับจะมีผลต่อจำนวนกระสุนที่จะปรากฏบนจอนั่นเอง และสุดท้ายก็ไปเลือกตัวละครที่ต้องการจะเล่น ซึ่งจะมีให้เลือกทั้งหมด 3 คน โดยแต่ละตัวละครจะมีรูปแบบการยิงและเรื่องราวที่แตกต่างกันนั่นเอง
เกมเพลย์

Terra Feminarum จะเป็นระบบการเล่นเหมือนกับเกมแนวยานยิงทั่วไปที่จะเป็นมุมมองจากด้านบน และฉากของเกมจะเคลื่อนที่ขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งตัวเกมจะให้ผู้เล่นได้ควบคุมตัวละครไปทิศทางต่างๆ เพื่อหลบการโจมตีพร้อมกับโจมตีศัตรูไปด้วย แต่บอกเลยว่ากระสุนเกมนี้จัดเต็มสุดๆ แม้จะเลือกเล่นในระดับง่ายที่สุดก็ตาม ยิ่งด่านท้ายๆ นี่ ยิ่งกระจายเต็มจอเลยทีเดียว แน่นอนว่าเกมนี้ใช้ระบบ 1-Hit Death ถ้าพลาดโดนกระสุนเพียงนัดเดียวก็คือตาย ที่สำคัญเกมนี้ไม่มีทั้งระบบเช็คพ้อยท์และคอนทินิว หากตายบ่อยๆ จนพลังชีวิตหมดก็จะต้องเริ่มเล่นด่านเดิมตั้งแต่ต้นอีกครั้งสถานเดียว

กิมมิคที่ทำให้เกมนี้โดดเด่นแตกต่างจากเกมยานยิงแนว Bullet Hell มุมมองด้านบนตัวอื่นๆ คือ เกมนี้จะใช้พื้นที่การเล่นแบบเต็มทั้งหน้าจอของเราเลยครับ ซึ่งต่างจากเกมอื่นๆ ที่ส่วนมากจะนิยมลิมิตอยู่แค่เฉพาะภายในขอบเขตที่กำหนดเท่านั้น (ส่วนอื่นของจออาจแสดงเป็นภาพวอลเปเปอร์ ไม่ก็ข้อมูลการเล่นต่างๆ ไป) แต่ต้องบอกเลยว่ามุมมองที่กว้างทั้งหน้าจอนี้ไม่ได้ช่วยให้เกมเล่นง่ายขึ้นแต่อย่างใด เพราะยังคงมีกระสุนโผล่ออกมามากมายมหาศาลให้เราหลบกันแบบแทบไม่ได้พักหายใจเลย และด้วยพื้นที่ในการเล่นที่กว้างขึ้นแบบนี้ทางผู้พัฒนาก็เลยได้ใส่ระบบวิ่งเร็วเข้ามาเพื่อช่วยเคลื่อนที่ไปตามจุดต่างๆ บนจอได้รวดเร็วขึ้น และแพทเทิร์นกระสุนของบอสที่ปล่อยออกมาในแต่ละท่าก็ออกแบบมาได้อลังการสุดๆ สีสันจัดจ้านสวยงามเต็มตาเลยทีเดียว
สรุป

เกม Terra Feminarum อาจจะไม่ได้มีอะไรใหม่มากนักหากเทียบกับเกมแนวเดียวกันทั่วไป แต่มีความโดดเด่นด้านการนำเสนองานกำกับศิลป์ที่ดูสวยงาม เกมเพลย์ที่ยังคงความยากของเกมยานยิงสไตล์ Bullet Hell ไว้อย่างครบถ้วน อีกทั้งยังสามารถดาวน์โหลดมาเล่นได้ฟรีอีกด้วย ทำให้ไม่ต้องคิดมากในการโหลดมาเก็บไว้ในคลังสตีมอีกเกม ใครที่กำลังหาเกมยานยิงบน PC แบบยากๆ กระสุนท่วมจอ เกมนี้แหละตอบโจทย์แน่นอนครับ

จุดเด่น
- เกมเพลย์สนุกและท้าทาย
- งานออกแบบฉากและตัวละครที่สวยงาม
- แพทเทิร์นกระสุนของบอสสวยงามราวกับชมฝนดาวตก

จุดสังเกต
- ยากเกินไปสำหรับมือใหม่ แม้จะเล่นในระดับ Novice
- ไม่มีโหมด Extra Stage
- เกมสั้นไปนิด

กราฟิกและงานกำกับศิลป์ 8
ระบบการเล่น 8
ความแปลกใหม่ 8
ดนตรีและเสียงประกอบ 8
ความคุ้มค่า 8.5


ภาพรวม 8.1/10
 
 
ท่านสามารถดาวน์โหลดตัวเกมมาเล่นได้ฟรีบน Steam ที่แบนเนอร์ข้างล่างนี้เลยครับ


19 มิถุนายน 2563

[Preview] Mr. Driller Drill Land เกมแนว Action Puzzle ที่มีดีกว่าที่คิด


หลังจากเปิดตัวมาได้สักพักใหญ่สำหรับเกม Mr. Driller Drill Land ที่รีมาสเตอร์มาจากเกมเก่าเมื่อปี 2002 บนเครื่อง Nintendo GameCube ที่กำลังจะเตรียมวางจำหน่ายในสัปดาห์หน้านี้ ถึงแม้ในต่างประเทศจะมีกระแสตอบรับที่ค่อนข้างดี แต่ในบ้านเรากลับไม่ค่อยมีใครรู้จักกันสักเท่าไหร่ เอาเป็นว่าในวันนี้เราจะมาดู 5 เหตุผลที่จะทำให้คุณไม่ควรพลาดเกมนี้เป็นอย่างยิ่ง

ภาพน่ารักสดใส เล่นได้ทุกเพศทุกวัย


ถือเป็นอย่างแรกที่เป็นจุดเด่นของเกมนี้เลยครับ เพราะ Mr. Driller Drill Land ดีไซน์ตัวละครและกราฟิกต่างๆ ออกมาได้น่ารักสดใสเหมาะกับผู้เล่นทุกเพศทุกวัย โดยในส่วนของ Art style จะออกแนวคล้ายกับเกมอย่าง Puyo Puyo และ Pop'n Music นั่นเองครับ

เอามาเทียบให้ดูกันเล่นๆ เผื่อบางท่านอาจจะนึกภาพไม่ออก

เกมเพลย์แสนง่าย แต่ทำให้เสพติดได้อย่างไม่น่าเชื่อ


รูปแบบของเกมนี้จะเป็นแนว Action Puzzle หรือถ้าพูดภาษาบ้านๆ ก็คือ "เกมขุดบล็อค" นั่นเอง ภายในเกมผู้เล่นมีหน้าที่ "ขุด" ลงไปให้ลึกที่สุดจนกว่าจะถึงเส้นชัย โดยการทำลายบล็อคสีต่างๆ ลงไปเรื่อยๆ และสามารถปีนย้อนกลับขึ้นไปได้หากความสูงระหว่างตัวละครกับบล็อคห่างกันไม่มากกว่า 1 ชั้น และยังมีระบบอากาศหายใจของตัวละครที่คอยสร้างความกดดันในการเล่น โดยจะมีแถบเป็นวงกลมอยู่ด้านขวาของจอ ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปแถบนี้จะลดลงไปเรื่อยๆ และเมื่อลดต่ำกว่า 30% จะมีเสียงไซเรนดังขึ้นมา และเมื่อลดจนหมดตัวละครก็จะขาดอากาศหายใจตาย ผู้เล่นจึงต้องคอยหาเก็บ Air Capsule ที่อยู่ภายในฉากตลอดเวลาเพื่อไม่ให้ตัวละครขาดอากาศหายใจตาย และยังต้องคอยระวังอย่าไปขุดโดน "บล็อครูปตัว X" ด้วย หากบล็อครูปตัว X ถูกทำลาย ก๊าซพิษจะถูกปล่อยออกมาและทำให้ออกซิเจนลดลงทันที 20% นอกจากนี้ยังต้องคอยระวังไม่ให้โดนบล็อคที่ร่วงลงมาทับตายอีกด้วย โดยในหนึ่งเกมสามารถตายได้เพียง 2 ครั้งเท่านั้น หากตายครบ 3 ครั้งจะต้องเริ่มเล่นใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ต้นฉากสถานเดียว

ถึงแม้ตัวเกมจะมีวิธีการเล่นที่ทำความเข้าใจได้ง่ายมาก แต่การจะเล่นให้ผ่านไปยันจบเกมนั้นต้องบอกว่ายากยิ่งกว่ายาก เพราะต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างหนักเพื่อหาวิธีที่จะทำให้สามารถลงไปได้จนถึงเส้นชัย และด้วยความที่ในแต่ละด่านมันไม่มี Checkpoint นี่แหละ ทำให้ผู้เล่นเกิดความรู้สึกที่ว่า "อยากจะเอาชนะเกมนี้ให้ได้" จนเกิดความพยายามเล่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า กลายเป็นเล่นเพลินจนลืมเวลาแบบไม่รู้ตัวเลยหล่ะ


แต่ถ้าใครที่กลัวว่าจะเล่นไม่จบก็ไม่ต้องกังวลไปครับ เพราะในภาครีมาสเตอร์นี้ทางทีมพัฒนาได้เพิ่มโหมดระดับความยากใหม่ที่เรียกว่า Casual Mode เข้ามาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เป็นโหมดที่จะปรับลดความยากให้ "ง่าย" กว่าในโหมดปกติ รับรองว่าเล่นแล้วหัวไม่ร้อนอย่างที่คิดแน่นอนครับ

เนื้อเรื่องน่าติดตาม


ถึงแม้ตัวเกมโดยรวมจะมีระบบการเล่นออกไปทางแนว Arcade แต่ก็ยังมีการสอดแทรกเนื้อเรื่องที่น่าติดตามเข้าไปด้วย เรื่องราวคือ กลุ่มของพวกตัวเอกได้ถูกเชิญให้ไปร่วมงานพิธีเปิดตัวสวนสนุกแห่งใหม่ที่มีชื่อว่า Drill Land ที่เพิ่งเปิดให้บริการวันแรก เป็นสวนสนุกในร่มที่อยู่ลึกลงไปจากระดับพื้นดิน 500 เมตร แต่หากรู้ไหมว่าแท้จริงแล้วสวนสนุกแห่งนี้นั้นเป็นฝีมือการสร้างโดย Dr. Manhole ตัวร้ายของเรื่องที่หวังจะทางหาทำลายล้างโลก ส่วนเรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไปนั้น ก็ขอให้เพื่อนๆ ลองไปติดตามกันต่อในเกมเอาเองแล้วกันนะครับผม (ไม่สปอย อิอิ)

มีด่านให้เล่นหลากหลายไม่มีเบื่อ


ด่านภายในเกมนี้ต้องบอกว่ามีให้ผู้เล่นได้เล่นอย่างหลากหลายรูปแบบ ซึ่งในแต่ละด่านก็จะมีรูปแบบของธีมและ "กติกา" ที่แตกต่างกันไป ดังนี้

• Drill Land World Tour: ใช้กติกาเดียวกับที่กล่าวไปแล้วด้านบนครับ และเป็นเพียงด่านเดียวในเกมที่สามารถเลือกตัวละครเองได้อย่างอิสระ ซึ่งแต่ละตัวก็จะมีความสามารถที่แตกต่างกันอีกด้วย เช่น Taizo (ตัวเอกของเกม Dig Dug) จะใช้เวลาขุดได้เร็วแต่เคลื่อนที่ช้า หรือ Ataru ที่สามารถเคลื่อนที่ได้รวดเร็ว แต่แถบออกซิเจนจะลดไวกว่าตัวอื่น เป็นต้น

• Star Driller: ใช้กติกาเดียวกับ Drill Land World Tour เพียงแต่มีระบบกล่องสุ่มไอเทมกับบล็อครูปดาวเพิ่มเข้ามา

• Drindy Adventure: ในด่านนี้ออกซิเจนจะไม่มีวันหมด โดยจะให้ผู้เล่นตามเก็บรูปปั้นทองคำที่อยู่ในฉากให้ครบตามจำนวนที่กำหนดไว้ และยังต้องคอยฝ่ากับดักต่างๆ มากมาย เพื่อเอาชีวิตรอดไปจนถึงเส้นชัยให้ได้

• Horror Night House: ในด่านนี้ผู้เล่นจะมีพลังชีวิต 100 หน่วย (ไม่ลดเองเรื่อยๆ) เป้าหมายคือผู้เล่นจะต้องเก็บไอเทมให้ครบตามจำนวนที่กำหนดเพื่อผ่านไปยังชั้นถัดไป โดยไอเทมจะหาได้จากการกำจัดผีที่เคลื่อนที่ไปมาระหว่างบล็อค ผู้เล่นจำเป็นต้องหาขวดน้ำมนต์ที่อยู่ในฉากมาใช้เป็นอาวุธในการกำจัดผี โดยในระหว่างการขุดต้องคอยระวังอย่าไปขุดโดนบล็อคที่มีผีอยู่พอดี (หากยังไม่ได้ฉีดน้ำมนต์ใส่) เพราะจะทำให้ผีทั้งหมดที่อยู่บนจอกลายร่างเป็นค้างคาวเข้ามาโจมตีผู้เล่น และพลังชีวิตจะลดลงตามจำนวนของผีที่อยู่บนจอ ยิ่งมีมากก็ยิ่งเสียมาก

• The Hole of Druaga: ในด่านนี้ผู้เล่นจะมีพลังชีวิต 100 หน่วย (ไม่ลดเองเรื่อยๆ) เป้าหมายคือผู้เล่นจะต้องหากุญแจที่ถูกซ่อนอยู่ในห้องใดห้องหนึ่งของฉาก แล้วไขกุญแจเข้าประตูใหญ่ไปสู้กับบอสในห้องสุดท้าย โดยทุกๆ การขุดหนึ่งบล็อคจะเสีย 1 HP ระหว่างทางจะมียาเติม HP และไอเทม Dristone ให้เก็บเพื่อใช้เป็นตัวช่วยในการลุยด่านได้ ส่วนการต่อสู้กับบอสจะต้องใช้ Dristone ชนิด "Blast" ให้ตรงกับสีของแสงออร่าที่ปรากฏอยู่รอบตัวบอส หากเลือกใช้ได้ถูกต้องพลังชีวิตบอสก็จะลดลง นอกจากนี้ยังสามารถใช้ Dristone ชนิด Change เพื่อเปลี่ยนสีแสงออร่าเป็นสีที่ต้องการได้อีกด้วยนะครับ (แนะนำว่าก่อนเข้าห้องบอสให้เตรียมเพชร Blast กับ Change ไว้เยอะๆ ก่อนได้เลย)

เล่นยังไงก็ไม่ผ่านสักที? ไอเทมช่วยท่านได้ และระบบการ์ดกับของที่ระลึกสำหรับสายนักสะสม

เมื่อผู้เล่นเล่นเกมจบในแต่ละรอบ ไม่ว่าจะผ่านหรือไม่ก็ตาม ก็จะได้รับเงินในเกมเพื่อนำไปซื้อไอเทมตัวช่วยต่างๆ ได้ หากผู้เล่นรู้สึกว่าบางด่านมันเล่นยากเกินไป นอกจากนี้สำหรับใครที่ชื่นชอบการสะสม ภายในเกมนี้ยังมีการ์ดและโมเดลของที่ระลึกประจำสวนสนุกให้ซื้อหามาสะสม(ในเกม)ได้อีกด้วย โดยในส่วนของการ์ดจะหาได้จากการซื้อซองการ์ดมาสุ่ม แต่ในส่วนโมเดลของที่ระลึกนั้นสามารถเลือกซื้อชิ้นที่ต้องการได้ทันทีโดยไม่ต้องสุ่มแบบการ์ด

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่รายละเอียดบางส่วนของ Mr. Driller Drill Land เท่านั้น ซึ่งภายในเกมยังมีระบบต่างๆ อีกมากมายให้ผู้เล่นได้ค้นหา เอาเป็นว่าพูดไปก็อาจจะไม่เห็นภาพ แนะนำให้เข้าไปลองด้วยตัวเองจะดีที่สุด ตัวเกมจะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 25 มิถุนายน 2020 นี้สำหรับ Nintendo Switch และ PC (Steam) ใครที่สนใจก็รอซื้อกันได้เลยครับ


หน้านี้แก้ไขล่าสุดเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2563

29 กันยายน 2562

แนะนำ 5 เกมแนวดนตรีคุณภาพเยี่ยมบนเครื่อง PSP

( ภาพจาก: http://th.fontir.info/k-on )

หากย้อนกลับไปสมัย PSP ช่วงนั้นก็ถือว่ามีเกมที่ยอดเยี่ยมอยู่หลายเกมด้วยกัน ทั้ง Final Fantasy, God of War, Monster Hunter และอีกมากมาย แต่ก็ยังมีเกมอยู่แนวหนึ่งที่ถูกมองข้ามจากเกมเมอร์กลุ่มสายหลักไปอย่างน่าเสียดาย นั่นคือเกมแนวดนตรี หรือ Rhythm Game นั่นเอง เนื่องจากตัวเกมมีรูปแบบเกมเพลย์ที่ค่อนข้างต้องใข้ประสาทสัมผัสในการเล่นที่สูงในระดับหนึ่ง ประกอบกับไม่ค่อยมีสื่อเกมในบ้านเรานำเสนอข่าวกันเท่าไหร่ ทำให้หลายคนอาจไม่ได้ให้ความสนใจหรือไม่รู้จัก วันนี้เราเลยรวบรวม 5 เกมแนวดนตรีคุณภาพเยี่ยมบนเครื่อง PSP มาให้รู้จักกัน ถ้าพร้อมแล้วตามมาเลย


DJMAX Portable (Series)


ตำนานซีรี่ส์เกมดนตรีบนเครื่อง PSP ที่บอกได้เลยว่าถ้าหากนึกถึงเกมแนวนี้บน PSP ละก็ จะต้องมีชื่อของเกมซีรี่ส์นี้ออกมาก่อนเป็นอันดับแรกอย่างแน่นอน เนื่องจากตัวเกมมีชาร์ตเพลงที่สนุกเร้าใจและท้าทายผู้เล่นระดับฮาร์ดคอร์ (โดยเฉพาะภาค Black Square ที่เป็นภาคปราบเซียนสุดๆ) และเพลงในเกมก็มีหลากหลายแนวและเป็นเอกลักษณ์ต่างแตกจากเกมอื่นๆ ในแนวเดียวกัน รูปแบบการเล่นก็จะคล้ายกับเกมแนวนี้ทั่วไปที่ให้กดปุ่มตามตัวโน้ตที่หล่นลงมาให้ตรงกับเส้นกำกับจังหวะด้านล่าง โดยจะมีจำนวนปุ่มให้เลือกเล่นได้ตามแต่ที่ผู้เล่นต้องการจะเลือกคือ 4 ปุ่ม ถึง 8 ปุ่ม (ภาค Clazziquai Edition มี 2 ปุ่มด้วยนะ) จุดเด่นของเกมนี้คือมีการทำมิวสิควิดีโอประกอบระหว่างการเล่นเป็นภาพ Animation อย่างสวยงาม และยังช่วยให้ผู้เล่นเข้าถึงอารมณ์ของเพลงได้มากยิ่งขึ้น ทำให้ได้รับความนิยมอย่างสูงทั่วโลกทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ ที่สำคัญเกมนี้ถ้าเล่นเก่งๆ จะรู้สึกเหมือนนิ้วเราลอยได้เลยล่ะ

แมคคานิคที่ทำให้เกมนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและสร้างความแตกต่างจากเกมอื่นอย่างเห็นได้ชัด นั้นคือระบบ Fever ครับ โดยตั้งแต่ภาค 2 ขึ้นไป ในระหว่างเล่นผู้เล่นจะสะสมเกจ Fever จากการกดตัวโน้ตได้ถูกต้อง เมื่อเต็มจะสามารถกดใช้งานได้ด้วยปุ่ม X ซึ่งผลของ Fever นั้นจะทำหน้าที่ทวีคูณคอมโบไปเรื่อยๆ ในห้วงเวลาหนึ่ง (ประมาณ 10 วินาที) นอกจากนั้นหากผู้เล่นเก็บเกจ Fever จนเต็มและกดใช้อีกครั้งก่อนที่เวลา Fever จะหมดลง คอมโบจะทวีคูณขึ้นไปอีก สูงสุดที่ x5 แต่ถ้ากดพลาดในระหว่างที่ Fever แสดงผลอยู่ จะทำให้ระยะเวลาแสดงผลลดลง หรืออาจทำให้เวลาหมดทันทีเลยก็ได้เช่นกัน


อีกสิ่งหนึ่งที่อยู่คู่กับเกมนี้มาอย่างยาวนาน (และเรียกได้ว่าน่าจะเป็นเอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของเกมนี้เลย) นั่นก็คือระบบป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ของเกมนี้ครับ โดยในตัวเกมตั้งแต่ภาค 2 เป็นต้นมาทางทีมพัฒนาได้แอบใส่ระบบป้องกันละเมิดลิขสิทธิ์เข้าไปในเกม โดยถ้าหากตรวจพบว่าตัวเกมไม่ได้ถูกรันผ่านแผ่น UMD แท้ละก็... เมื่อเล่นไปได้ประมาณสัก 2-3 เพลง ก็จะเกิดอาการบั๊กคือ ภาพในเกมจะเริ่มกระพริบเป็นสีดำๆ และเสียงก็จะเริ่มบิดเบี้ยวจนเล่นต่อไม่ได้อีกเลยเนื่องจากภาพกระพริบจนกลายเป็นสีดำสนิททั้งจอ แต่สุดท้ายก็ยังคงถูกแก้ทางได้ด้วยการลงไฟล์ Patch เพื่อแก้อาการดังกล่าวได้อยู่ดี

โดยในปัจจุบันตัวเกมนี้ยังคงมีชีวิตอยู่กับภาคล่าสุด DJMAX Respect ลงให้กับเครื่อง PS4 และ PC (Steam) ครับ

รายชื่อเกมทั้งหมดในซีรี่ส์นี้ (นับเฉพาะบน PSP)
- DJMAX Portable
- DJMAX Portable 2
- DJMAX Portable: Clazziquai Edition
- DJMAX Portable: Black Square
- DJMAX Fever (รวมเพลงจากภาค 1 และ 2 ของโซน US)
- DJMAX Portable: Hot Tunes (รวมเพลงจากภาค 1 และ 2 ของโซน JP)
- DJMAX Portable 3

จุดเด่น
• ชาร์ตเพลงที่สนุกเร้าใจและมีความท้าทาย กดมันทุกเพลง
• เพลงมีหลากหลายแนว เพลงเพราะหลายเพลง
• เลือกจำนวนปุ่มที่ใช้เล่นได้ต้องการ (ยกเว้นในโหมด Mission และ Club Tour)
• มีไอเทมให้เลือกตกแต่งได้หลากหลายแบบ (รูปตัวละคร, หน้าจอตอนเล่น หรือ "เกียร์", ตัวโน้ต)
• ระบบ Fever ที่สร้างความแตกต่างจากเกมอื่นๆ ในแนวเดียวกัน
• ปั๊มคอมโบได้ต่อเนื่องแบบเพลงต่อเพลงในโหมด Freestyle (แต่ถ้าออกก็หายหมดนะ ยกเว้นภาค 3)
• มิวสิควิดีโอประกอบเพลงและงานภาพสวยงาม
• สามารถเล่นแข่งกับเพื่อนได้ 2 คนในบางภาค

ข้อสังเกตุ
• ชาร์ตเพลงหลายเพลงยากเกินไปสำหรับมือใหม่ โดยเฉพาะภาคแรกกับ Black Square
• มีบั๊กเล็กน้อยในบางภาค (ช่วงที่เปิดเกมใหม่ๆ กด Fever ขึ้น x2 แต่ไม่ติด, โหมด Link Disc ในภาค Black Square กดตัวโน้ตถูกแล้วแต่ไม่มีเอฟเฟคแสดงขึ้นมา ฯลฯ)
• ภาค 3 เน้นการ Griding (อัพ Level เพื่อปลดล็อคเพลงและไอเทม) มากเกินไปจนดูน่าเบื่อ
• มีการป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์อย่างจริงจัง (คนที่เพิ่งเริ่มเล่นซีรี่ส์นี้และไม่รู้วิธีแก้ไข ก็จะคิดว่ามันเป็นบั๊กชนิดหนึ่ง)


Hatsune Miku: Project DIVA (Series)


จากความนิยมของ DJMAX ไม่น่าแปลกที่จะมีคนพยายามทำเกมดนตรีบน PSP ออกมาแข่งด้วย นั่นคือ Project DIVA นั่นเอง เปิดตัวบน PSP และบนเกมตู้ โดยรูปแบบการเล่นเกมนี้ก็ถือว่าก็มีความแปลกใหม่เป็นอย่างมาก โดยเกมเพลย์จะคล้ายๆ กับเอา Osu! Tatakae! Ouendan (NDS) มาทำเป็นแบบใช้ปุ่มกดแทนทัชสกรีนนั่นเอง คือผู้เล่นต้องกดตัวโน้ตตามปุ่มที่ปรากฏขึ้นตามจุดต่างๆ บนหน้าจอ โดยโน้ตจะเลื่อนมาจากขอบจอแล้วลอยเข้าหาปุ่ม โดยผู้เล่นต้องกดปุ่มให้ตรงกับจังหวะที่ตัวโน้ตลอยมาชนกับปุ่มนั้นๆ พอดี แน่นอนว่าจุดเด่นคือเพลงในเกมที่มีแต่เพลงจากโวคัลลอยด์ล้วนๆ มีมิวสิควิดีโอประกอบระหว่างการเล่นที่สวยงามเช่นกัน แต่จะเป็นภาพกราฟิก 3D เต็มรูปแบบ ไม่ใช่คลิปวิดีโอแต่อย่างใด (แต่นั่นก็ทำให้ในตัวเกมภาคแรกเกิดอาการ "กระตุก" หนักมากเช่นกัน...) และมีชาร์ตเพลงที่หัดเล่นได้ง่ายกว่า DJMAX มาก ต่างกับ DJMAX ที่เพลงส่วนใหญ่มีแต่ชาร์ตยากๆ ซึ่งต้องอาศัยทักษะในการเล่นค่อนข้างสูงกว่า Project DIVA พอสมควร ประกอบกับช่วงหลังๆ DJMAX เริ่มติดระบบป้องกันเล่นเถื่อนมาแบบหนาแน่นมากขึ้นเรื่อยๆ จึงทำให้กลายเป็นว่าในช่วงหลัง Project DIVA เลยได้รับความนิยมสูงกว่า DJMAX อย่างเห็นได้ชัดครับ จนเกิดเป็นกระแสที่หลายๆ คนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "เป็นเกมที่คนมีเครื่อง PSP ต้องเล่น" เลยทีเดียว เรียกได้ว่าต่อให้ไม่ใช่แฟนโวคัลลอยด์ก็น่าจะเคยผ่านมากันมาบ้างแน่นอนสำหรับเกมนี้ ที่สำคัญเรายังสามารถเลือกเปลี่ยนชุดแต่งตัวให้กับตัวละครของเราได้ตามต้องการอีกด้วย หรือจะเลือกใช้ตัวละครไม่ตรงกับเพลงก็ได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีระบบแต่งบ้านและโหมด Edit ที่เปิดโอกาสให้เราได้สร้างสรรค์เพลงของเราเองได้อีกด้วย หรือจะโหลดที่คนอื่นสร้างมาเล่นก็ได้เช่นกัน


รายชื่อเกมทั้งหมดในซีรี่ส์นี้ (นับเฉพาะบน PSP)
- Hatsune Miku: Project DIVA
- Hatsune Miku: Project DIVA 2nd
- Hatsune Miku: Project DIVA Extend

จุดเด่น
• ชาร์ตเพลงที่หัดเล่นได้ง่าย (ในระดับ Easy และ Normal)
• ชุดแต่งตัวละครมากมายหลากหลายสไตล์
• มิวสิควิดีโอประกอบเพลงสวยงาม
• สามารถ Mix & Match ตัวละครในมิวสิควิดีโอแต่ละเพลงได้อย่างอิสระ (เอาตัวผู้ชายมาลิปซิ้งเพลงผู้หญิงร้อง หรือผู้หญิงลิปซิ้งเพลงผู้ชายร้องก็ได้ !)
• มีระบบไอเทมตัวช่วย ไว้ช่วยในการผ่านเพลงยากๆ (แต่จะไม่สามารถเซฟคะแนนได้)
• มีระบบบ้านไว้ฟังเพลงเพลินๆ และสามารถตกแต่งห้องได้
• มีโหมด Edit ที่สามารถสร้างเพลงเล่นเองได้ หรือจะโหลดที่คนอื่นสร้างมาเล่นก็ได้

ข้อสังเกตุ
• ภาคแรกยัง Optimize มาไม่ดี (กระตุกมากๆ ในหลายฉาก แม้จะตั้ง CPU Clock Game เป็น 333 Mhz แล้วก็ตาม)
• ภาคแรกไม่มี Auto Save
• ตัวเกมเน้นการ Griding (ฟาร์มเงินเพิ่มซื้อของปลดล็อค) ในระดับหนึ่ง
• ผู้เล่นระดับฮาร์ดคอร์อาจไม่ถูกใจชาร์ตเพลงในเกมนี้ ที่ส่วนใหญ่จังหวะจะตามเสียงร้องมากกว่าเครื่องดนตรี
• เล่นต่อเนื่องนานๆ อาจรู้สึกตาลายได้ (เพราะต้องมองตัวโน้ตที่ปรากฏมาแทบจะทั่วทั้งจอ)


Gitaroo Man Lives!


เมื่อพูดถึง "เกมกีตาร์" เชื่อเลยว่าหลายคนคงนึกถึงเกมซีรี่ส์ในตำนานอย่าง Guitar Hero ที่มีอุปกรณ์เสริมเป็นจอยกีตาร์และจอยกลองให้เชื่อมต่อเข้ากับเครื่องเล่นเกมอย่างแน่นอน แต่จริงๆ แล้วก็มีอยู่เกมนึงที่ออกแบบมาให้เล่นกีตาร์ได้ด้วยจอยธรรมดาของเราเลย นั่นก็คือ Gitaroo Man ครับ ซึ่งจริงๆ แล้วเกมนี้เคยลงบนเครื่อง PS2 มาก่อนแล้วครับ แถมยังมีออกมาก่อน Guitar Hero อีกด้วย (ออกในปี 2001 ส่วน GH ออกปี 2005) ที่สำคัญเกมนี้มีเนื้อเรื่องให้ติดตามด้วยครับ ซึ่งถือว่าหาได้ยากยิ่งในเกมแนวนี้ที่ส่วนใหญ่จะมีเพียงการเข้าไปเลือกเล่นเพลงเพียงอย่างเดียวเท่านั้น โดยเราจะรับบทเป็นเด็กหนุ่มที่ได้รับพลังพิเศษจากน้องหมา (เหมือน Pochacco เลยอ่ะ) ทำให้เรากลายเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ Gitaroo Man โดยเราต้องต่อสู้กับศัตรูด้วยการกดตามจังหวะคอร์ดกีตาร์ในเกม โดยลักษณะการเล่นในหนึ่งเพลงจะแบ่งออกเป็นช่วงต่างๆ คือ Charge, Attack, และ Guard ท่อน Charge ผู้เล่นต้องโยกอนาล็อคตามทิศทางของเส้นที่วิ่งเข้ามาหาจุดกำกับจังหวะตรงกลางจอ พร้อมกับกดปุ่ม O ตามจังหวะของตัวโน้ตที่ไหลมาตามเส้น หากกดได้ถูกต้องจะเป็นการฟื้นฟูพลังชีวิตของเราไปเรื่อยๆ จนกว่าจะสุดท่อน ท่อน Attack จะเหมือนกับท่อน Charge ทุกประการ เพียงแต่เปลี่ยนจากการเติมเลือดของเรามาเป็นการโจมตีสร้างความเสียหายให้กับคู่ต่อสู้แทน ท่อน Guard ผู้เล่นต้องกดตามสัญลักษณ์ของปุ่มต่างๆ ที่วิ่งเข้ามาจากทิศต่างๆ ทั้งสี่ทิศทาง เพื่อเป็นการต้านพลังโจมตีของคู่ต่อสู้ หากกดพลาดหรือกดไม่ทันพลังชีวิตของเราจะถูกลดลง และท่อน Harmony จะปรากฏออกมาในช่วงท้ายเพลง ลักษณะเหมือนกับท่อน Attack ทุกประการ เพียงแต่พลังชีวิตของเราจะไม่ถูกลดลงเมื่อกดพลาด และในท่อนนี้จะมีความยาวมากกว่าปกติ ด้านเพลงประกอบเกมนี้ก็จัดว่ายอดเยี่ยมไม่แพ้กัน โดยเฉพาะเพลง The Legendary Theme ที่มีความไพเราะจนติดหูตั้งแต่ที่ได้ฟังครั้งแรก จนถูกนำมาแกะคอร์ดเพื่อเล่น Cover แบบอัดคลิปลง Youtube กันมากมายเลยทีเดียว เป็นอีกหนึ่งเกมที่ห้ามพลาดจริงๆ สำหรับคนมี PSP

The Legendary Theme หนึ่งในเพลงที่หลายคนชื่นชอบ (เพราะมากๆ ขอบอก)

จุดเด่น
• เนื้อเรื่องสนุกน่าติดตาม
• รูปแบบการเล่นแปลกใหม่เป็นเอกลักษณ์ และมีความท้าทาย
• เพลงมีหลากหลายแนว เพลงเพราะหลายเพลง
• การเล่นจะเป็นแบบผ่านด่านไปเรื่อยๆ (ไม่มีรายชื่อเพลงให้เลือกแบบเกมอื่นๆ)
• สามารถเลือกเล่นกับบอทในโหมด Multiplayer ได้ด้วย (เหมาะสำหรับคนที่อยากลองเล่น Duet Mode แต่ไม่มีเพื่อนเล่นด้วย)

ข้อสังเกตุ
• เพลงมีน้อยมาก หากเทียบกับหลายเกม (เกมทั่วไปจะอยู่ระหว่างราว 40-80 เพลง)
• ต้องอาศัยทักษะการตอบสนองที่รวดเร็วในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะช่วงที่สลับระหว่างท่อน Attack กับ Guard
• ถึงแม้จะเล่นกับบอทในโหมด Multiplayer แต่ก็จำเป็นต้องเปิด WLAN เอาไว้ตลอด


The Idolmaster Shiny Festa
Honey Sound / Groovy Tune / Funky Note


ภาคต่อของเกมจัดการไอดอลชื่อดังจากค่าย Bandai Namco ซึ่งภาคนี้ถือได้ว่าเป็นเกมแรกในซีรี่ส์ที่เปลี่ยนมาเป็นแนวกดจังหวะแบบเพียวๆ ไม่ต้องมาคอยดูแลเหล่าไอดอลในสังกัดให้วุ่นวายอีกต่อไป เพื่อเอาใจเกมเมอร์สาย Casual มากยิ่งขึ้น โดยตัวเกมนี้จะมีแยกออกเป็น 3 เวอร์ชั่นคือ Honey Sound, Groovy Tune, และ Funky Note ซึ่งในแต่ละเวอร์ชั่นจะมีความแตกต่างในส่วนของสมาชิกวง อนิเมะเนื้อเรื่องตอนเริ่มเกม และเพลงพิเศษประจำยูนิตหรือเวอร์ชั่นนั้นๆ แน่นอนว่าหน้าที่ของเราในภาคนี้มีเพียงแค่การกดปุ่มตามจังหวะดนตรีเท่านั้น ไม่มีในส่วนของการปั้นตัวไอดอลแบบภาคก่อนๆ เรียกได้ว่าลดทอนความซับซ้อนในการเล่นลงไปได้เยอะเลยทีเดียวครับ ซึ่งในภายหลังรูปแบบเกมดนตรีเพียวๆ นี้ก็ได้ถูกนำมาใช้กับภาค "สตางค์ไหลสเตจ" (Starlight Stage) บนมือถือด้วยนั่นเอง ตัวเกมจะแบ่งออกเป็น 2 โหมดหลักๆ คือ Stage กับ Star of Festa (SOF) ในส่วนของโหมด Stage จะเป็นโหมดการเล่นแบบปกติเหมือนกับเกมแนวนี้ทั่วไป ในโหมดนี้ทุกครั้งเมื่อเล่นจบเพลงตัวไอดอลจะได้รับค่าความประทับใจที่เป็นไอคอนรูปหัวใจ ซึ่งค่านี้จะถูกนำไปใช้เป็นตัวเร่งคะแนนโหวตในโหมด Star of Festa อีกที ส่วน Star of Festa จะเป็นโหมดเนื้อเรื่อง ซึ่งผู้เล่นจะต้องเลือกเพลงมา 3 เพลง แล้วเล่นแบบต่อเนื่องไปทีละเพลงจนครบ โดยในเพลงสุดท้ายผู้เล่นจะต้องแข่งกับวงไอดอลฝ่ายตรงข้ามอีกด้วย เป้าหมายของโหมดนี้คือผู้เล่นต้องสะสม "คะแนนโหวต" ที่ได้รับระหว่างการแสดงในโหมดนี้ให้ครบ 100,000 คะแนนภายใน 5 วัน โดยการเข้าเล่นในโหมดนี้หนึ่งครั้งจะนับเป็น 1 วันในเกม เมื่อครบ 5 วันหากทำคะแนนเป้าหมายได้สำเร็จก็จะได้พบกับฉากจบของเกม ในส่วนรูปแบบเกมเพลย์จะมีความคล้ายคลึงกับ Gitaroo Man ต่างกันแค่ไม่ต้องโยกอนาล็อคตามเส้นเท่านั้นเอง นอกจากนี้หากผู้เล่นสามารถต่อคอมโบได้โดยไม่พลาดเลยจนเกจ Sparkle เต็ม จะมีตัวโน้ตรูปดาวออกมา หากกดได้จะเข้าสู่โหมด Shining Burst ทำให้ได้รับคะแนนพิเศษเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ และยังทำให้ภาพมิวสิคคลิปในเกมเปลี่ยนไปอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีระบบการซื้อไอเทม ซึ่งภายในร้านค้าจะแยกหมวดหมู่ไอเทมประเภทต่างๆอย่างชัดเจน เช่น ไอเทมตัวช่วยระหว่างเล่น สกินตัวโน้ตสวยๆ เพิ่มขีดจำกัดการสะสมหัวใจ ฯลฯ


จุดเด่น
• รูปแบบการเล่นแปลกใหม่เป็นเอกลักษณ์ และมีความท้าทาย
• มิวสิควิดีโอประกอบเพลงและงานภาพสวยงาม
• เล่นง่ายไม่ต้องคิดมาก เพราะไม่มีการปั้นตัวไอดอล

ข้อสังเกตุ
• เพลงมีน้อยมาก หากเทียบกับหลายเกม (เกมทั่วไปจะอยู่ระหว่างราว 40-80 เพลง) • เพลงพิเศษจะแยกไปตามเวอร์ชั่นประจำยูนิตนั้นๆ (ถ้าอยากเล่นให้ครบทุกเพลง ก็ต้องซื้อให้ครบทั้ง 3 เวอร์ชั่นนะ !)
• ตัวเกมเน้นการ Griding ในระดับหนึ่ง
• เช่นเดียวกับ Project DIVA เล่นต่อเนื่องนานๆ อาจรู้สึกตาลายได้ (เพราะต้องมองตัวโน้ตที่ปรากฏมาแทบจะทั่วทั้งจอ)

K-On! Houkago Live!!


ปิดท้ายกันที่เกมจากการ์ตูนดังที่อาจเรียกได้ว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องของเรื่อง Lucky Star เลยก็ว่าได้ เนื่องจากทั้ง K-On! และ Lucky Star ในต้นฉบับมังงะต่างก็เป็นการ์ตูนสี่ช่องเหมือนกัน ตัวละครหลักก็เป็นนักเรียนหญิงล้วนเหมือนกัน แถมฉบับอนิเมะก็ผลิดโดยค่าย Kyoto Animation เหมือนกันอีกด้วย *0* (อะไรจะบังเอิญขนาดนี้) ต่างกันแค่ธีมหลักของเรื่องเท่านั้นที่ไม่เหมือนกัน โดยภายในเกมนี้จะใช้รูปแบบเกมเพลย์คล้ายกับ DJMAX Technika ที่เป็นตู้เกมทัชสกรีนครับ คือจะมีเส้นสแกนวิ่งจากซ้ายไปขวา เมื่อสุดทางก็จะวนกลับมาที่จุดเริ่ม และวนเช่นนี้ไปเรื่อยๆ โดยผู้เล่นต้องกดคีย์ให้ตรงตามตำแหน่งตัวโน้ตเมื่อเส้นเคลื่อนที่ผ่าน ถ้าเคยเล่น DJMAX Technika มาแล้ว เกมนี้ก็ไม่ยากเลยละ อีกสิ่งที่เจ๋งมากๆ คือการเล่น Multiplayer แบบตั้งวงเล่นได้สูงสุดถึง 5 คน ! นอกจากนี้ยังมีระบบไอเทมตัวช่วย ระบบเปลี่ยนชุดตัวละคร ระบบตกแต่งห้อง และโหมดแต่งเพลง ซึ่งก็ดึงมาจาก Project DIVA โดยตรง เพราะมันเป็นเกมจากค่ายเดียวกันนั่นเอง

ตัวเกมได้ถูกรีมาสเตอร์ลงเครื่อง PS3 ในปี 2012 และมีภาคต่อออกมาอีก 2 ภาค ในปี 2013 และ 2014 ตามลำดับ เฉพาะบนระบบตู้เกมอาเคดเท่านั้น


ปล. โน้ตตัวสีเหลืองที่ปรากฏตอนเริ่มหรือจบเพลง ให้กด O นะ! (คล้ายกับตัวโน้ตตอนเริ่มเพลงใน DJMAX Portable: Black Square "TRY YOUR ABILITY, DO IT!")

จุดเด่น
• เพลงเพราะหลายเพลง
• มีระบบ Tutorial แนะนำระบบและโหมดต่างๆ ที่ถูกปลดล็อคออกมาอย่างละเอียด
• ถึงแม้จะไม่เคยดูฉบับการ์ตูนมาก่อน แต่ก็ยังเล่นได้สนุก (เผลอๆ อาจจะรู้สึกสนใจ จนอยากไปหาการ์ตูนมาดูเลยก็ได้)
• สามารถตั้งวงดนตรีเล่นกับเพื่อนได้ถึง 5 คน
• มีระบบไอเทมตัวช่วย ไว้ช่วยในการผ่านเพลงยากๆ หรือช่วยเร่งคะแนน (ขึ้นอยู่กับชนิดของไอเทม)
• มีระบบเปลี่ยนชุดตัวละคร และสามารถตกแต่งห้องได้
• มีโหมด Edit ที่สามารถสร้างเพลงเล่นเองได้ หรือจะโหลดที่คนอื่นสร้างมาเล่นก็ได้
• มีนาฬิกาปลุกในตัว

ข้อสังเกตุ
• เพลงมีน้อยมาก หากเทียบกับหลายเกม (มีแค่ 19 เพลงเท่านั้น ในขณะที่เกมอื่นจะอยู่ระหว่างราว 40-80 เพลง)
• ไม่มีแทบพลังชีวิตแสดงให้เห็น ทั้งที่หากกดพลาดบ่อยๆ ก็ Game Over ได้เหมือนกัน
• ระบบตกแต่งห้อง ของบางชิ้นหากเลือกตัวละครผิด ตัวละครจะปฏิเสธการวางไอเทมชิ้นนั้น


ที่จริงแอดมินอยากจะเขียนรีวิวต่ออีก 4 เกม (รวมเป็น 9 เกม) แต่เกรงว่าบทความจะยาวเกินไป เลยขอแนะนำเกมที่เหลือแบบฉบับย่อแทนแล้วกันนะครับผม

• Beats - เลือกไฟล์เพลงในเมมมาเล่นได้ ! (ที่จริงแอดมินกะจะรีวิวเกมนี้เป็นเกมที่ 6 ด้วยนะ แต่ตัวเกมมีบ๊ักค่อนข้างเยอะ (ไฟล์เพลงบางไฟล์เล่นไม่ได้ ทั้งที่สามารถฟังใน Music player ของ PSP ได้, บางเพลงเล่นอยู่ดีๆ ก็ขึ้น Error แล้วหลุดออกมาหน้าเลือกเพลง, ฯลฯ) เลยเอามาไว้ใน List นี้แทนแล้วกัน)
• Taiko no Tatsujin Portable 1, 2 และ DX - เกมตีกลองญี่ปุ่น จากเกมตู้สุดฮิต ที่เล่นได้ทุกคน
• Pop'n Music Portable 1 และ 2 *แนะนำ!* - อีกหนึ่งเกมที่พอร์ตมาจากเกมตู้ เกมเพลย์ใกล้เคียงกับ DJMAX Portable แต่มีชาร์ตเพลงที่ค่อนข้างง่ายกว่ามาก ประมาณว่าเพลงระดับ 10-15 ของ Pop'n Music มันเท่ากับระดับ 1-2 ของ DJMAX เลยครับ! ...อ่อ! ภาคแรกมีตัวที่คล้ายๆ Cinnamoroll ของ Sanrio ด้วยนะ (อยู่ในเพลง FU-FA ต้องปลดล็อคจาก Adventure Mode ก่อนนะครับ)

Roco*Moco หนึ่งในตัวละครของ Pop'n Music Portable 1 ที่ได้แรงบันดาลใจ(อย่างแรง)มาจาก
Cinnamoroll

• Rock Band Unplugged - เกมแนวดนตรีคู่แข่งตลอดกาลของ Guitar Hero ซึ่งภาคนี้มีวิธีเล่นที่ค่อนข้างแปลกหน่อย คือต้องคอยสลับไปมาระหว่างเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นด้วย (เล่นคล้ายกับ Frequency และ Amplitude ใน PS2)


ขอบคุณรูปภาพบางส่วนจาก: Wikipedia | Giant Bomb


หน้านี้แก้ไขล่าสุดเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2563