12 พฤศจิกายน 2565

บันทึกการเดินทางจาก ฟุกุโอะกะ สู่ กรุงเทพ ด้วยเครื่อง Cessna C550 Citation II (FlightGear)

สวัสดีครับ แอดมินเอครับผม ' w')/

ถ้าใครที่เคยติดตามแอดมินมาตั้งแต่สมัยเว็บบอร์ด Thai Mirumo Fans เวอร์ชั่นแรก (ที่เป็นโฮสต์ของ BBZNET/PukPik ก่อนที่จะย้ายไปยัง Thai Forum/Forumotion) คงจะจำกันได้นะครับกับกระทู้รวมภาพการเดินทางด้วยเครื่องบินผ่านโปรแกรมจำลองการบิน FS2004 ซึ่งในตอนนั้นแอดมินเคยโพสต์เอาไว้ 2 ไฟล์ทด้วยกันคือ สุวรรณภูมิ->หาดใหญ่ ด้วยเครื่อง Airbus A330 และ สุวรรณภูมิ->น่าน ด้วยเครื่อง Cessna 208B Grand Caravan ซึ่งสาเหตุที่โพสต์ก็ไม่มีอะไรมากครับ แค่อยากจะโชว์ให้เห็นว่าอยู่บ้านก็เดินทางได้เหมือนกันนะ ^_^

และผ่านมา 10 ปี ณ ปัจจุบัน ไม่รู้นึกยังไงถึงเกิดอยากกลับมาเล่น Flight Simulator อีกครั้ง แต่พอได้เห็นราคาของ FS ภาคใหม่ล่าสุด 2020 แล้ว แอดมินถึงกับยอมแพ้เพราะราคาตั้ง สองพันกว่าบาท!! >﹏< นี่คือยังไม่รวมพวก DLC กับ Add-on แบบเสียเงินอีกนะ (ถ้าเป็นเครื่องบินที่เสียเงินซื้อจะมีระบบนำร่องและรายละเอียดดีกว่าเครื่องฟรี) ถ้ารวมราคาพวกนี้ด้วยก็เกือบๆ 4 พันกว่าบาทเลยจ้า แอดมินจึงไปหาโปรแกรมทางเลือกอย่าง FlightGear แทน เพราะโปรแกรมนี้ทำได้เหมือนกับ MSFS แทบทุกอย่าง แถมยัง "ฟรี" หมดทุกอย่างจริงๆ ทั้งตัวโปรแกรมหลัก เครื่องบินและ Add-on ที่สำคัญเครื่องบินบางรุ่นอย่าง A320 หรือ Citation II มีระบบนำร่องที่ใช้งานได้จริงและเก็บรายละเอียดได้ครบถ้วนสมบูรณ์แบบไม่แพ้เครื่องเสียเงินของ MSFS เลยครับ!

และแน่นอนว่าคราวนี้ก็เป็นบันทึกการเดินทางด้วยโปรแกรม FlightGear แล้วครับ!

ย้อนความกันสักเล็กน้อย: ความจริงผมเคยเล่น FlightGear มาตั้งแต่เวอร์ชั่น 1.0.0 เมื่อปี 2008 แล้วล่ะครับ แต่พอหลังจากที่หา Microsoft Flight Simulator มาเล่นได้ราวๆ 1 ปีให้หลัง ก็เปลี่ยนมาเล่น MSFS เป็นการถาวรแทน เพราะ FlightGear ในตอนนั้นยังสู้ FSX ไม่ได้เลยจริงๆ สู้ไม่ได้แม้กระทั่ง FS2004 ที่เป็นเวอร์ชั่นเก่ากว่า แต่ตอนนี้ FlightGear พัฒนาไปไกลแล้วครับ แม้อาจจะยังไม่เท่า FS2020 แต่ก็ถือว่าดูดีกว่าในยุคแรกพอสมควร

สำหรับเที่ยวบินในครั้งนี้จะเป็นการเดินทางจาก ฟุกุโอะกะ สู่ กรุงเทพ-ดอนเมือง ด้วยเครื่อง Cessna 550 "Citation II" เครื่องเจ็ตขนาดเล็กที่แสนจะขับง่ายครับ ผมว่ามันขับง่ายจริงๆ นะ หากใครที่ขับ Cessna 172 หรือ 182 เป็นอยู่แล้วจะทำความคุ้นเคยกับเครื่องรุ่นนี้ได้ไม่ยากเลยล่ะ เพราะแผงควบคุมและระบบต่างๆ คล้ายกันแทบทุกอย่าง (ก็มันเป็นของค่าย Cessna เหมือนกันนี่เนอะ ^_^)

เอาล่ะ ก่อนอื่นก็ต้องทำการตรวจเช็คสภาพรอบตัวเครื่องกันก่อน อันเป็นขั้นตอนแรกของ Checklist ในเครื่องบินแทบทุกลำ




หลังจากที่เช็คความพร้อมเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาขึ้นเครื่องกันแล้วครับ ห้องโดยสารหรูหราใช้ได้เลยนะ



ห้องนักบินของ Citation II


และหลังจากที่ติดเครื่องเรียบร้อยแล้ว ก็เรียกใช้บริการรถดันเครื่องออกจากหลุมจอด


หลังจากนั้นก็ได้เวลาวิ่งไปตามทางแท็กซี่เวย์ที่เป็นเส้นสีเหลืองเพื่อไปยังรันเวย์ครับ


เตรียมรอสัญญาณนำเครื่องขึ้นจาก ATC (หอควบคุมการบิน)


และหลังจากที่นำเครื่องขึ้นแล้ว ก็บินในระดับความสูงประมาณ 1,000 ft ต่อไปอีกเล็กน้อยเพื่อทำความเร็วให้ถึง 220 น็อต ก่อนที่จะเริ่มเปิดระบบ Autopilot (AP) เพื่อเริ่มการบินไปตามเส้นทางบิน และไต่ระดับการบินขึ้นไปยัง 42,000 ft ครับ


ที่ความสูง 10,000 ft


และนี่คือความสูง 42,000 ft อันเป็นระดับเพดานบินในครั้งนี้ครับ


และหลังจากที่บินมาได้ประมาณ 3 ชั่วโมง ในที่สุดก็มาถึงจุดลดระดับหรือ Top of Descent (TOD) แล้วครับ ได้เวลาลดระดับแล้ว


นี่คือกรุงเทพในมุมสูงครับ! ช่วงที่บินมาทาง ATC สั่งให้ลงจอดด้วยรันเวย์ตามทิศเหนือ ก็เลยได้มีโอกาสเก็บภาพเหล่านี้มาฝากกัน!!



และพอบินจนเข้าใกล้กับสนามบินแล้ว เครื่องก็ค่อยๆ ร่อนลงไปตามคลื่น Glideslope ของระบบ ILS ครับ


แต่พอใกล้ถึงพื้นแล้ว อันนี้ต้องควบคุมเองนะครับ เพราะเครื่องนี้ไม่มีระบบ Autoland โดยระบบ AP จะตัดการทำงานเองที่ความสูงต่ำกว่า 500 ft


ถึงดอนเมืองแล้วคร๊าบ!!


และก่อนจากกัน ขอเก็บภาพน้อง Citation II ณ สนามบินดอนเมืองซะนิดหนึ่งนะ อิอิ (*^_^*)


จบเรียบร้อยแล้วครับ ถ้าใครสนใจอยากจะลองบินดูมั้ง ก็เชิญลองโหลดมาเล่นได้ที่ https://www.flightgear.org/ นะครับ ย้ำว่าฟรี!

14 กันยายน 2565

ว่าด้วยเรื่องของการ์ด Pop'n Music มันคืออะไรกันนะ?

สวัสดีครับ แอดมินเอครับผม ' w')/

สำหรับใครที่เคยแวะไปดูตามเว็บ หรือลองหาดูรูปผ่าน Google อาจจะเคยเห็นการ์ดที่มีรูปตัวละครของเกม Pop'n Music ผ่านตากันมาบ้าง ซึ่งในตอนแรกที่ผมได้เห็น ผมก็คิดว่าเป็นสินค้าสะสมที่ทำออกมาขายเหมือนกับสินค้าอื่นๆ ที่เกมนี้ชอบทำออกมาขายเอาใจแฟนๆ (มีหลายอย่างตั้งแต่ ตุ๊กตา ยัน น้ำผึ้ง ...มีน้ำผึ้งที่คอลแลปกับ Pop'n Music 8 ด้วยจริงๆ นะ) แต่พอได้ลองคึกษาหาข้อมูลไปเรื่อยๆ ก็พบว่า การ์ดพวกนี้ได้มาจากตู้เกม Pop'n Music ครับ!! (⊙_⊙;)


การ์ดนั้นปรากฏครั้งแรกใน Pop'n Music 19 TUNE STREET โดยเป็นส่วนหนึ่งของระบบใหม่ที่เพิ่มเข้ามาในภาคนี้ เพียงแต่ต่างกับพวกตู้เกมการ์ดตรงที่การ์ดของเกมนี้จะมีไว้เพื่อสะสมเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ไม่สามารถนำมาสแกนเพื่อใช้เล่นในเกมได้แต่อย่างใด

แต่ในช่วงก่อน Pop'n Music Lapistoria นั้นจะมีการ์ดพิเศษที่สามารถนำมาใช้ปลดล็อดสกิน 3P ของตัวละครภายในเกมได้ด้วย โดยการ์ดพวกนี้จะเป็น RARE CARD ซึ่งบนหน้าการ์ดจะมีรอยเรืองแสง และที่ด้านหลังก็จะมี QR Code ที่สามารถนำไปสแกนเพื่อดูโค้ดปลดล็อดสกิน 3P ได้นั่นเองครับ

ส่วนการ์ดนั้นจะแบ่งได้ออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ...

การ์ดตัวละคร

เป็นการ์ดรูปตัวละครภายในเกมต่างๆ และที่ด้านหลังของการ์ดจะมีประวัติและข้อมูลของตัวละครนั้นๆ โดยการ์ดประเภทนี้จะแตกประเภทย่อออกไปได้อีก 2 แบบคือ

- Animation Card การ์ดที่ใช้รูปมาจากท่าอนิเมชั่นของตัวละครภายในเกม
- Change Card เป็นการ์ดที่ตัวละครจะสวมชุดพิเศษที่ไม่ปรากฏให้เห็นในเกม


ตัวอย่างเช็ตการ์ดตัวละคร (ภาพจาก: https://twitter.com/popnmusiccard)

การ์ดงานภาพ

เป็นการ์ดที่แสดงภาพของตัวละครในอริยาบทต่างๆ ส่วนมากมักจะเป็นภาพตัวละครกลุ่ม ซึ่งที่ด้านหลังของการ์ดจะมีคำอธิบายเกี่ยวกับเหตุการณ์หรือเรื่องราวที่เกิดขึ้นภายในรูปนั้นๆ ด้วย

ตัวอย่างเช็ตการ์ดงานภาพ (ภาพจาก: https://jp.mercari.com/item/m75639207646)

หลักๆ ก็มีประมาณนี้ครับ แล้วคำถามก็คือ.. เราจะหาการ์ดพวกนี้ได้จากไหน? การ์ดนั้นสามารถหาได้จากการเล่นเกมปกติเลยครับ แต่เราจะต้องเลือกโหมดที่เล่นแล้วได้การ์ดเท่านั้นนะ โดยโหมดที่จะได้รับการ์ดหลังเกมจบก็มีดังนี้...

- CARD START 1 STAGE: เล่นแบบได้รับการ์ด 1 ใบหลังเกมจบ แต่สามารถเล่นได้แค่เพลงเดียวเท่านั้น (เหมาะสำหรับผู้ที่อยากเก็บการ์ดเร็วๆ)
- CARD START FULL STAGE: เหมือนกับ EXTRA START แต่จะได้รับการ์ด 1 ใบหลังเกมจบ (เล่นได้ 3 เพลง และ EXTRA STAGE อีกหนึ่งเพลง)

แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ตู้ Pop'n Music ในบ้านเรา (ซึ่งปัจจุบันมีให้บริการเพียงร้าน Let's Play ที่ห้าง MBK ที่เดียวเท่านั้น) ไม่มีโหมด CARD START ให้เลือกนะครับ มีเพียงแค่โหมดเล่นแบบธรรมดาที่ไม่ได้การ์ดเท่านั้น เพราะทาง Hahama ที่เป็นผู้นำเข้าและให้บริการตู้ Pop'n Music ในบ้านเราไม่ได้นำชุดการ์ดเข้ามาใส่ในตู้นั่นเอง (┬┬﹏┬┬)

นอกจากนี้ในบางโอกาส ทาง Konami ยังได้จัดทำเป็นรูปแบบอัลบั้มรวมการ์ดอีกด้วยนะ โดยภายในอัลบั้มแต่ละชุดจะมีเช็ตการ์ดที่กำหนดมาตายตัวแน่นอน นั่นหมายความว่าหากรวมรวบอัลบั้มเหล่านี้ได้ครบทุกชุดละก็.. ถ้าเป็นภาษาในวงการก็เรียกว่า "COMP" ไปโดยปริยายเลยนั่นเอง แต่อัลบั้มเหล่านี้หาได้จากการเล่นตู้เกมชิงรางวัล (พวก Crane Game) เท่านั้นนะ ไม่มีวางขายทั่วไป
มาถึงตรงนี้ บางท่านอาจจะบอกว่า มันก็คล้ายกับ Genesis Card ของ Sound Voltex ไม่ใช่เหรอ? คำตอบคือใช่ครับ แต่ "แหล่งกำเนิด" ของมันไม่เหมือนกันนะ...!

การ์ดของเกม Sound Voltex นั่นจะผลิตออกมาจากเครื่องพิมพ์ที่เรียกว่า Generator Real Model ที่ติดตั้งอยู่ข้างตู้ ซึ่งตัวการ์ดนั้นจะเป็นกระดาษเปล่าชนิดพิเศษที่ถูกนำมาพิมพ์ให้เป็นรูปการ์ดผ่านเครื่องพิมพ์โดยตรงเลย

ส่วนการ์ดของ Pop'n Music นั่น จะเป็นการ์ดที่ผลิตออกมาจากโรงงาน แล้วนำมาใส่เข้าไปภายในตู้เกมอีกทีหนึ่งครับ ไม่ได้ปริ้นกันสดๆ แบบการ์ดของ Sound Voltex

สรุปแล้วก็คือ ถ้าหากป๊อปเปอร์ชาวไทยอยากได้การ์ดล่ะก็ มีเพียงทางเดียวเท่านั้นคือต้องบินไปเล่นตู้ที่ญี่ปุ่นเท่านั้นครับ เพราะทาง Hahama ไม่ได้นำการ์ดเข้ามาจำหน่ายด้วยนั่นเอง


พบกันใหม่คราวหน้าเมื่อมีโอกาส ขอให้ทุกท่านสนุกกับป๊อปปิน (^_<)☆

      peace!     

27 มีนาคม 2565

Red Alert 3 วิธีเปลี่ยนเป็นภาษาไทย

ตามปกติแล้วตัวเกม Red Alert 3 ที่ซื้อมาจาก Steam และ Origin นั้น (ทั้งแบบแยกและ Ultimate Collection) จะมีเฉพาะภาษาอังกฤษเท่านั้นครับ ไม่มีภาษาอื่นๆ ให้เลือกแต่อย่างใด ทั้งๆ ที่ในสมัยก่อนที่ยังเคยมีแบบแผ่นวางขายอยู่นั้น ทาง EA เคยปล่อยตัวเกมเวอร์ชั่นภาษาไทยมาให้เลือกซื้อด้วย ซึ่งถ้าหากใครต้องการจะเปลี่ยนเป็นภาษาไทยละก็ เชิญได้เลยครับ

1. ดาวน์โหลดไฟล์ภาษาไทย แล้วทำการติดตั้งให้เรียบร้อย (ต้องติดตั้งให้ตรงภาคด้วยนะ)

Red Alert 3 ภาคหลัก
https://www.moddb.com/games/cc-red-alert-3/addons/cc-red-alert-3-v112-thai-language-pack

Red Alert 3: Uprising
https://www.moddb.com/games/red-alert-3-uprising/addons/cc-red-alert-3-uprising-v100-thai-language-pack

2. หลังจากที่ติดตั้งเสร็จแล้ว ต่อมาก็ให้ทำการตั้งค่า Parameter -ui ให้กับ Target Shortcut ของเกม

ซึ่งถ้าหากเป็นของ Steam ให้คลิกขวาที่ชื่อเกมจากรายชื่อเกมด้านซ้ายแล้วเลือก "คุณสมบัติ" (Properties)
จากนั้นกรอกค่า -ui ลงไปในช่อง "ตัวเลือกการเริ่ม" (Launch Options) แล้วกดปิดหน้าต่างได้เลย

3. เปิดตัวเกมขึ้นมาตามปกติ จะพบกับหน้าต่างเริ่มต้นก่อนเข้าไปในเกม (เป็นหน้าต่างเดียวกับตัว Autorun ของแผ่นแท้) ให้คลิกที่ "Set Language" แล้วทำการเปลี่ยนเป็นภาษาไทยได้เลย

เท่านี้ก็เรียบร้อยแล้วครับสำหรับขั้นตอนการเปลี่ยนเป็นภาษาไทย
อ้อ! อย่าลืมเปิด Subtitle ในหน้าตั้งค่าด้วยนะครับ (*^_^*)




ของแถม: RA3 QuickLoader แก้อาการโหลดนานก่อนเข้าเกม
https://www.gamereplays.org/community/Fix_Does_your_RA3_takes_too_long_to_startn_try_RA3_QuickLoader_-t1013524.html

1 มีนาคม 2565

[Mod] Red Alert: A Path Beyond เสียงไทย (02/05/2022 | v1.1)

แอดมินลองโหลดเกม Red Alert: A Path Beyond มาเล่นแล้วติดใจมากๆ เลยลองทำม็อดเสียงไทยออกมาดูเล่นๆ ครับ โดยใช้เสียงภาษาไทยในตำนานจากเกม Counter Strike ตัวอย่างเช่น...

ALT1="ซ้าย 25 อังเคิล-เบเคอ-วัน ซ้าย 25 ลด 50 ยิงเพื่อหวังผล เปลี่ยน"
ALT3="หน่วยที่ 2 ไปได้ระวังปีกเอาไว้ด้วย"
เสียงตอนซื้อ Volkov="ฉันพร้อมแล้วเพื่อนเอ๋ย พร้อมจะลุยกันมานานแล้ว ฮา ฮ่า โย่ว!!"

ส่วนเสียงประกาศต่างๆ (EVA) ใช้เสียงของระบบ Text-to-Speech ที่มีอยู่ใน Windows 10 และ 11 โดยเป็นเสียงของ MS Pattara ครับ



Download

วิธีติดตั้ง Mod
แตกไฟล์ทั้งหมดไปไว้ในโฟลเดอร์ C:\Program Files (x86)\W3D Hub\games\apb\release\data

*หากนำม็อดนี้ไปเผยแพร่ที่ไหน ก็ขอความกรุณาให้เครดิตกับผู้ทำม็อด (WindyDancer) ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ*


------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Changelog:
02/05/2022 | v1.1
- แก้ไขเสียง "ฐานแม่ของเราถูกทำลายแล้ว" เป็น "ฐานแม่ของฝ่ายพันธมิตรถูกทำลายแล้ว"
07/03/2022 | v1.0
- เวอร์ชั่นแรก

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Special Thanks
- Lhong @ Thaigaming สำหรับเสียงพากษ์ไทยจากหนังเรื่องต่างๆ
- ม็อด Counter-Strike Thai ! Beta 1.5 "ปฎิบัติการดับแผนกองโจร" จากเว็บ Thaigaming (ปัจจุบันเว็บนี้ปิดตัวไปแล้ว)

โปรแกรมที่แอดมินใช้ในการทำม็อด
- เสียง Pattara จากฟังชั่น Voice Narrator ของ Windows 10
- Notepad สำหรับให้ Pattara อ่านออกเสียงข้อความที่พิมพ์ลงไปอีกที
- Nero WaveEditor สำหรับบันทึกและตัดต่อเสียง
- XCC และ W3DEx สำหรับแกะไฟล์เสียงต้นฉบับจากตัวเกม (ทำให้ทราบว่าไฟล์ไหนคือเสียงของอะไร)

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ส่วนใครที่ไม่รู้จักเกมนี้ Red Alert: A Path Beyond (APB) เป็นเกมที่ใช้พื้นฐานของตัวเกมมาจาก Command & Conquer: Renegade เป็นตัวพัฒนา แล้วเกม Renegade นี้มีรูปแบบการเล่นอย่างไรล่ะ?

C&C ในภาคนี้จะมีการเปลี่ยนแนวการเล่นไปเป็นแบบเดินยิงมุมมองบุคคลที่ 1 หรือ FPS (First Person Shooting) และยังสามารถปรับมุมมองเป็นแบบบุคคลที่ 3 หรือ TPS (Third Person Shooting) ได้อีกด้วย (มองตัวละครเราจากด้านหลัง) ซึ่งต่างจากภาคอื่นๆ ที่เป็นแบบวางแผนการรบ หรือ RTS (Real-Time Stategy) ตัวเกมจะมีลักษณะเดินยิงแล้วเก็บอาวุธ โดยภายในเกมเราจะรับบทเป็น Havoc ซึ่งเป็นหน่วย Commando ของฝ่าย GDI ที่จะต้องเข้าไปทำภารกิจต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วง โดยคุณจะต้องปฏิบัติภารกิจร่วมกับหน่วยอื่นๆ ของฝ่าย GDI ซึ่งจะมีการเล่นในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการขับรถถังและยานยนต์อื่นๆ เก็บอาวุธที่ได้จากศัตรูและบริหารอาวุธทุกชนิดที่เก็บได้ เพราะอาวุธแต่ละอย่างมีกระสุนจำนวนจำกัด แต่ก็สามารถเพิ่มกระสุนได้จากการเก็บอาวุธแบบเดียวกันซ้ำอีกครั้ง

และอย่างที่ได้บอกไปแล้วข้างต้นว่าเกม APB เป็นเกมที่สร้างมาโดยใช้พื้นฐานของตัวเกมจาก Renegade ซึ่งตัวเกมจะเป็นแบบ Standalone หรือก็คือเกมตัวเต็มที่ไม่ต้องการเกมต้นฉบับอย่าง Renegade ก็สามารถเล่นได้เลยนั่นเอง และแน่นอนว่าเกมนี้เราไม่ต้องหา Serial หรือซื้อเกมชุด Command & Conquer: The Ultimate Collection จาก Origin ก็สามารถโหลดมาเล่นได้แบบฟรีๆ เลยครับ



หากใครสนใจก็เชิญลองโหลดมาลุยกันได้เลยครับที่ลิงค์นี้
https://w3dhub.com/forum/files/file/10-w3d-hub-launcher/

หลังจากที่ติดตั้งโปรแกรมเสร็จแล้ว ก็ทำการโหลดตัวเกมผ่าน W3D Hub Launcher ได้เลยครับ ส่วนการเข้าเกมจะมีปุ่มให้เลือกเข้าเล่นอยู่ 2 ปุ่ม ซึ่งมีความเหมายดังนี้
- Play Now คือการเล่น Online กับคนทั่วโลก ผ่านเซิร์ฟเวอร์ที่มีในระบบ ซึ่งมีอยู่เพียงเซิร์ฟเวอร์เดียว (หากเป็นการเข้าเล่นครั้งแรกจะต้องทำการตั้งชื่อผู้เล่นก่อนด้วยนะครับ)
- Single Player คือการเล่นผ่านระบบ LAN หรือเล่นคนเดียวกับบอท

ในส่วนของโหมด Online นั้น เมื่อเราเข้าเกมจะไม่มี Lobby ให้รอคนเข้าห้องแต่อย่างใด แต่จะเป็นการเข้าร่วมสงครามในทันที โดยถ้าหากแผนที่ที่กำลังดำเนินการอยู่ ดำเนินไปแล้วกี่นาที เราก็จะเข้าไปร่วม ณ เวลาต่อจากนั้นเลย เช่น หากตอนที่กดเข้าเล่น แผนที่ที่กำลังดำเนินการอยู่นั้น ผ่านไปแล้ว 10 นาที เราก็จะเข้าไป ณ นาทีที่ 10 นั้นเลย ไม่มีการเล่นใหม่ตั้งแต่ต้น ซึ่งกว่าจะจบเกมหรือเปลี่ยนแผนที่ใหม่ ก็ต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแพ้หรือชนะ แต่ถ้าไม่สามารถล้มกันได้ก็จะดูที่เวลา ซึ่งหากหมดเวลาใครทำคะแนนได้มากที่สุดฝ่ายนั้นก็ชนะไป จึงจะสุ่มเปลี่ยนแผนที่ใหม่ให้เล่นกันครับ นอกจากนี้หากภายในเซิร์ฟเวอร์มีจำนวนผู้เล่นไม่ถึง 6 คน หรือเข้ามามีแค่เราคนเดียว ทางระบบจะใส่บอทเข้ามาให้ด้วย

และในส่วนของโหมด Single Player จะเป็นการเล่นผ่านระบบ LAN กับคนอื่นภายในวงแลน หรือจะเล่นกับบอทก็ได้ ซึ่งในโหมดนี้จะสามารถเลือกแผนที่ที่ต้องการเล่นเองได้อย่างอิสระ และถ้าหากจะเล่นกับบอทในโหมดนี้เราจะต้องพิมพ์คำสั่งเพิ่มบอทเอาเองนะครับ โดยหลังจากที่โหลดเข้ามาภายในเกมแล้วจะไม่มีใครในแม็พเลย เราจะต้องเพิ่มบอทด้วยการกด F8 แล้วพิมพ์คำสั่ง botcount 30 เพื่อใส่บอทจำนวน 30 ตัวเข้าไปในแผนที่ครับ (แนะนำแค่ 30 ตัว ถ้าอยากใส่มากกว่านั้นก็ทำได้นะ แต่เกมจะกระตุกมากๆ โดยเฉพาะจุดที่มีบอทปะทะกันเยอะๆ บางทีเฟรมตกลงมาเหลือแค่ 10-20 FPS กันเลยทีเดียว)

ส่วนรายชื่อแผนที่ที่รองรับบอทก็มีดังนี้ครับ

AS_Seamist
Bonsai
CamosCanyon
CanyonRiver
CoastalInfluence
Complex
Christmas2020
ChristmasFissure
GuardDuty
KeepOffTheGrass
Metro
NorthByNorthwest
PacificThreat
Pipeline
RidgeWar
RiverRaid
RockTrap
SwampOfIllusions
StormyValley
ToTheCore
Under
Volcano
Zama
Wasteland


หน้านี้แก้ไขล่าสุดเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2566

15 ธันวาคม 2564

【TOWN MODE】 Landmark stamp rally - MISSION COMPLETE!

สวัสดีครับ แอดมินเอครับผม ' w')/

หลังจากที่เมื่อหลายเดือนก่อน แอดมินได้เคลียร์ระบบปลดล็อคของภาค Sunny Park ไป คราวนี้ก็มาถึงคิวของ Tune Street บ้างล่ะครับ!!

สำหรับระบบปลดล็อคของ Tune Street จะพิเศษกว่าภาคอื่นมากๆ เพราะจะมีโหมดเฉพาะสำหรับการปลดล็อคให้เล่นกันเลย นั่นก็คือ TOWN MODE โดยลักษณะการเล่นจะให้เราทำการสร้างสิ่งก่อสร้างต่างๆ ขึ้นมา เพื่อเรียกตัวละครต่างๆ ให้ปรากฏออกมาภายในแผนที่ แล้วเราก็ต้องคอยเดินคุยกับเหล่าตัวละครต่างๆ เพื่อเล่นเพลงครับ ซึ่งตัวละครที่ออกมาจะขึ้นอยู่กับสิ่งก่อสร้างที่เรามีอยู่นั่นเอง (ถ้าใครสงสัยในรายละเอียด ลองดูที่นี่ครับ ซับซ้อนพอควร)

แต่ที่เราจะมาพูดถึงกันในบทความนี้คือ อีเวนท์พิเศษที่มีมาให้เล่นหลังจบ Phase MAX ไปแล้ว นั่นก็คือ "แลนด์มาร์ค สแตมป์แรลลี่" (ランドマークスタンプラリー) ครับ


กติกาก็คือ เราจะต้องสร้างสิ่งก่อสร้างตาม "ประเภท" ที่กำหนด เพื่อให้ "แลนด์มาร์ค" นั่นๆ ปรากฏขึ้นมา และเมื่อแลนด์มาร์คปรากฏขึ้นมาแล้ว เราก็ต้องมากดปั้มสแตมป์ที่หน้าแลนด์มาร์คครับ และเมื่อรวบรวมสแตมป์ได้ครบทั้ง 24 ดวง ก็จะปลดล็อคของตกแต่ง 2 ชิ้นสุดท้ายของเกมเป็นรางวัล คือ Background "Polka Dots" (水玉) กับ Announcer "Sexy" (セクシー)

ฟังดูแล้วเหมือนจะง่ายใช่ไหมครับ? แต่บอกเลยว่า โหดและนานกว่าที่คิดไว้เยอะ!!

ความยากของอีเวนท์นี้อยู่ตรงที่ การทำยังไงให้แลนด์มาร์คออกมาเป็นตามที่ต้องการเนี่ยแหละครับ เพราะแลนด์มาร์คบางตัว จำเป็นต้องสร้างสิ่งก่อสร้างอื่นๆ ที่อยู่ในประเภทเดียวกันร่วมด้วย ไม่สามารถสร้างอย่างใดอย่างหนึ่งได้เดี่ยวๆ ตัวอย่างแลนด์มาร์คเช่น "จานดาวเทียมยักษ์" (巨大なパラボラアンテナ) ตอนแรกผมสร้างแต่สถานีอวกาศ (宇宙基地) อย่างเดียวไปเยอะๆ แต่ปรากฏว่าแลนด์มาร์คดันออกมาเป็น หุ่น Fever Robo (フィーバーロボ) ซะงั้น แต่พอลองสร้างตู้โทรศัพท์ (公衆電話) เยอะๆ ตามไปอีก แลนด์มาร์คถึงจะออกมาเป็น จานดาวเทียมยักษ์ ตามที่ต้องการ

และสิ่งที่ทำให้อีเวนท์นี้ใช้เวลาเคลียร์ยาวนานก็อยู่ที่การเล่นเพลงเพื่อเก็บ TP มาสร้างสิ่งต่างๆ โดยการเล่นในแต่ละเพลงจะได้ TP ประมาณ 110-130 (ได้เท่ากันหมดทุกระดับความยาก) และการสร้างสิ่งก่อสร้างต่างๆ จนออกมาเป็นแลนด์มาร์คตามต้องการ ก็ใช้เวลาประมาณ 1-4 เครดิต ซึ่งทั้งหมดใช้เวลา 20-30 นาทีต่อแลนด์มาร์คหนึ่งแห่ง ก็คิดกันเอาเองแล้วกันครับว่ามันนานขนาดไหนกว่าจะเก็บได้ครบ (นี่ยังไม่รวมเวลาที่เสียไปกับการดูบทสรุปอีกนะ)

ในที่สุดก็ครบแล้ว เลือดตาแทบกระเด็น T^T

และนี่ก็คือสแตมป์ทั้งหมดที่รวบรวมได้ครับ




ตัวอย่างของ Background "Polka Dots" (水玉) สุดแรร์ (ที่น้อยคนนักจะปลดได้)



และนี่คือระยะเวลาทั้งหมดที่เริ่มเล่นตั้งแต่ต้นจนจบครับ ใช้เวลาเล่นทั้งหมด 241 ครั้ง หรือคิดเป็นเงินจำนวน 7,230 บาท ที่หยอดเหรียญไป!! (Net Taisen ที่อยู่ในรูป อันนี้ไม่ได้เอามานับด้วยนะ เหอะๆ)


ส่วนเวลาเล่นจริง เริ่มวันที่ 7 พฤศจิกายน และจบในวันที่ 14 ธันวาคม รวมทั้งสิ้น 37 วัน เรียกได้ว่าใช้เวลายาวนานกว่าโหมดเนื้อเรื่องของ Pop'n Music Portable 2 อีกครับ... (จำได้คร่าวๆ ว่า ใช้เวลาประมาณ 14 วันละมั้งนะ?)

และสุดท้ายถือเป็นของแถมให้ละกัน กับฟีเจอร์พิเศษที่มีเฉพาะในโปรแกรม E-Amuemu นั่นก็คือ รองรับระบบ Song Ranking ด้วยครับ!! (Asphyxia Core ยังไม่รองรับระบบนี้)

Tanken Note (探検ノート) มันฮิตในบ้านเราจริงๆ !!


Special Thanks

• โปรแกรมจำลองเซิร์ฟเวอร์ E-Amuemu ที่ทำให้มีโอกาสได้เล่นสแตมป์แรลลี่แบบชาวญี่ปุ่น (Asphyxia Core ไม่รองรับอีเวนท์นี้)
• ตัวเกมภาค Tune Street จากเว็บบอร์ดเกมอาร์เดคของฝรั่งเศสเว็บหนึ่ง (เปิดเผยชื่อเว็บในนี้ไม่ได้ ขออภัยด้วยนะ)
• เว็บ http://pmdream.net/ สำหรับบทสรุปของโหมดสร้างเมือง และอีเวนท์สแตมป์แรลลี่ Google Translate ช่วยได้เยอะเลยทีเดียว