6 มกราคม 2569

[บทความ] ครบรอบ 10 ปี การเปิดให้บริการ e-amusement (ตู้เกมจังหวะดนตรีค่าย Konami) ในประเทศไทย

เวลาผ่านไปเร็วจริงๆ ล่าสุดปี 2026 นี้ก็ครบ 10 ปีของการเปิดให้บริการตู้เกมค่าย Konami แล้วครับ ! ซึ่งในบทความนี้เราจะทำการสรุปไทม์ไลน์ตั้งแต่ที่เข้ามาเปิด จนถึงปัจจุบัน และคาดเดาอนาคตของวงการเกมอาร์เคดไทยที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้

ก่อนอื่นต้องย้อนกลับไปปี 2011 ในช่วงนั้นเริ่มมีตู้เกมค่าย Konami เข้ามาเปิดให้บริการให้บ้านเราโดย Echo Games ซึ่งเกมที่นำเข้ามานั้นก็มีเกือบครบครับคือ..

- Jubeat copious
- Beatmania IIDX 18: Resort Anthem
- Dance Dance Revolution X2
- GITADORA V8
- Pop'n Music 18 せんごく列伝 (Sengoku Retsuden)

แต่ทั้งหมดยังไม่มีการเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต หรือระบบ e-amusement นะ หมายความว่าใช้บัตร e-amusement pass เล่นไม่ได้ และบัตรยังไม่มีขายในตอนนั้นด้วย ในตอนนั้นแอดมินเคยเล่น Jubeat copious ที่ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต (10 บาท 1 เพลง) กับ GITADORA V8 ที่เซ็นทรัลรามอินทรา (10 บาท 3 เพลงเฉพาะตู้กีตาร์; ตู้กลองดันเล่นได้แค่เพลงเดียว ?! แต่โหมด Battle เล่นได้ 4 เพลง)

จากนั้นในปี 2015 ที่เป็นปีแรกที่ e-amusement ได้เปิดให้บริการในบ้านเราอย่างเป็นทางการ โดยทาง Hahama ได้เริ่มนำ Beatmania IIDX 23: Copula กับ Dance Evolution Arcade เข้ามาลองตลาดเป็นสองเกมแรก ซึ่งทุกเกมมีค่าเล่นเริ่มต้นที่ 30 บาท (ยกเว้น Dance Evolution ที่หลังจากระบบออนไลน์ปิดตัว ได้ปรับราคาลงมาเหลือ 20 บาท เท่ากับ Danz Base) และแพงขึ้นตามโหมดเกมที่เลือกเล่น ก่อนที่จะเริ่มทยอยนำเกมอื่นๆเข้ามาในปี 2016 ซึ่งในช่วงต้นปีของปีนั้นได้มีการเปิด Location Test เกมใหม่ภายในงาน Japan Expo Thailand 2016 ด้วยนะ ส่วนรายชื่อเกมและภาคที่ได้นำไปโชว์และเปิดทดสอบมีดังนี้ครับ (เท่าที่จำได้นะ):

- Dance Dance Revolution A
- GITADORA Tri-Boost
- Sound Voltex III: Gravity Wars
- MÚSECA

ส่วนเกมที่นำเข้ามาเพิ่มหลังจากนั้น (ไม่ได้โชว์ในงาน):
Jubeat Qubell
Pop'n Music éclale
Reflec Beat 悠久のリフレシア (The Reflesia of Eternity)
DanceRush Stardom *เป็นเกมแรกที่ปรับราคาเป็น 40 บาท*

นอกจากนั้นในปี 2017 ทาง Konami ได้เข้ามาลงทุนเปิดสาขาของแผนกเกมตู้ในไทยอีกด้วย จนกระทั้ง... ในปี 2020 หลังจากที่เกิดวิกฤติการณ์โรคระบาดครั้งใหญ่ที่สร้างความเดือดร้อนไปทั่วโลก ประกอบกับทางร้านเกมตู้อาร์เคดได้ถูกรัฐบาลสั่งปิดเพื่อป้องกันการระบาดเป็นเวลานานกว่าเกือบ 2 ปี แต่รายจ่ายกลับยังมีอยู่เหมือนเดิม สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนหลังจากกลับมาเปิดได้ตามปกติอีกครั้งก็คือ ทาง Hahama ได้เปลี่ยนกลยุทธ์ไปเน้นนำเข้าตู้เกมสะสมสแตมป์ไร้ชื่อจากจีนเข้ามาแทน โดยที่เริ่มทยอย "ลอยแพ" ตู้เกมระบบออนไลน์ฝั่งญี่ปุ่นที่ยังเปิดให้บริการอยู่แบบช้าๆ ปล่อยไปตามยถากรรม ที่เห็นได้ชัดเลยหลังจากกลับมาเปิดคือ Maimai ไม่ได้อัปเป็นภาค DX !! ทั้งที่เคยมีตู้อยู่ถึง 4 คู่ และล่าสุดในปี 2025 ที่ผ่านมาคือ Sound Voltex ไม่ได้อัปเป็นภาค 7 และไม่นำตู้รุ่นใหม่ที่รองรับภาคล่าสุดเข้ามาด้วย ส่วนเกมที่ยังคงได้ไปต่อ จะเป็นเกมที่มีระบบอัปเดตออนไลน์ในตัวอยู่แล้ว เช่น Pop'n Music หรือ DDR เป็นต้น (แต่กับ Sound Voltex นี่ถือเป็นข้อยกเว้นนะ เพราะตู้รุ่นเก่ารองรับถึงแค่ภาค 6 หรือ Exceed Gear เท่านั้น) นอกจากนั้นยังมีการนำตู้ของค่าย Konami ในร้านสาขานอกกรุงเทพออกไปเกือบทั้งหมด จนเหลือแค่ที่สาขา MBK ที่เดียว (ผมเคยโพสลงในเว็บนี้หรือยังว่า Pop'n Music เคยมีอยู่ที่เซ็นทรัลขอนแก่นด้วยนะ) และตู้ที่ MBK เองก็เริ่มมีการปรับลดจำนวนลงด้วยเช่นกัน (Beatmania IIDX กับ Pop'n Music เคยมี 2 ตู้ก็ลดเหลือแค่ตู้เดียว)

แล้วทำไม Hahama ถึงกล้าตัดสินใจ "หักดิบ" ไปเน้นตู้สะสมสแตมป์แทน ? สาเหตุอาจเป็นเพราะตู้เกมระบบออนไลน์นั้น เท่าที่แอดมินเคยได้ยินมา จะมีค่าใช้จ่ายในส่วนของระบบ e-amusement ที่ทางผู้ประกอบการต้องจ่ายเป็นรายเดือนแยกกับค่าเน็ตต่างหากด้วย และถ้าหากไม่จ่ายตามกำหนดก็จะไม่สามารถเปิดใช้งานเครื่องได้ครับ เนื่องจากตัวเกมต้องเชื่อมต่อเข้าไปยังเซิร์ฟเวอร์ e-amusement เท่านั้นถึงจะรันเกมได้ ถ้าถูกระงับเมื่อไหร่ก็คือใช้งานไม่ได้เลย (แอดมินเคยไปถามพนักงานที่ร้านแห่งหนึ่งในกรุงเทพเขาบอกมาแบบนี้) เข้าใจว่าสาเหตุที่ทาง Hahama ตัดสินใจนำตู้ Konami ออกไปเกือบทุกสาขาในต่างจังหวัด เป็นเพราะต้องการเลี่ยงรายจ่ายในส่วนนี้นั่นเองครับ เนื่องจากตู้สะสมสแตมป์ (รวมถึงตู้เครน) ไม่มีรายเดือนและไม่ต้องใช้อินเตอร์เน็ตในการทำงาน ความเสี่ยงในการขาดทุนเนื่องจาก "เกิดเหตุไม่คาดคิด" จึงน้อยกว่าครับ... (และด้วยเหตุนี้ เกมในแพลตฟอร์ม Konasute บน PC ทุกเกมจึงใช้โมเดลสมาชิก เพราะจะได้เก็บค่ารายเดือนจากผู้เล่น เหมือนกับที่ไปหยอดเหรียญเล่นตามตู้ ไม่ได้ขายขาดแบบ EZ2ON REBOOT: R กับ Pump It Up Rise)

แต่สิ่งที่กลายเป็นขั้วตรงข้ามก็คือ.. ทางฝั่ง Echo Games กลับเรื่มทยอยนำตู้เกม Konami รุ่นใหม่ รวมไปถึงเกมใหม่ใสกั๊ก ที่ไม่เคยเปิดให้บริการในบ้านเรามาก่อนเข้ามาด้วย เริ่มจาก Maimai DX หลังจากที่กลับมาเปิดหลังโรคระบาดจบได้ไม่นาน ต่อด้วยในปี 2023 กับตู้รุ่นใหม่ของ Beatmania IIDX (พร้อมกับปรับราคาเริ่มต้นเป็น 40 บาท) และยังได้นำ Initial D The Arcade กับ Taiko no Tatsujin: Nijiiro Version เข้ามาเป็นเจ้าแรกและเจ้าเดียวในไทยอีกด้วย และตู้ Konami รุ่นใหม่เกมอื่นๆ หลังจากนั้นคือ Sound Voltex, GITADORA และ DDR ตามลำดับ (ซึ่งเกมหลังทาง Echo ไม่เคยมีตู้รุ่นเก่าสีขาวด้วย) ซึ่งทั้งหมดที่ว่ามานี้ ทางฝั่ง Hahama ยังไม่มีแม้แต่ตู้เดียวเลยครับ และล่าสุดในปี 2025 ก็มีข่าวลือว่า Pop'n Music จะเป็นคิวถัดไป ! หลังจากที่ตู้รุ่นใหม่เปิดตัวในญี่ปุ่นปีเดียวกันนี้ และได้มีการแปลเมนูเป็นภาษาอังกฤษเรียบร้อย

ส่วนอนาคตหลังจากปี 2026 ก็เป็นที่ชัดเจนครับว่า ถ้าสายเกมจังหวะดนตรีก็ต้องมาที่ร้านในเครือ Echo Games เท่านั้น ส่วนใครที่ชอบสะสมสแตมป์แลกของรางวัลก็ต้อง Hahama (ที่แน่ๆคือ ถ้าตู้รุ่นใหม่ของ Pop'n Music มาเมื่อไหร่ แอดมินก็ขอลาขาดกับ Hahama แล้วล่ะนะ..)

และในบทความหน้า เราจะมา "what if" กันว่า ถ้าเกิดเกม Kirby's Mystery Dungeon มีออกมาจริงๆ จะเป็นรูปแบบแบบไหน รออ่านกันได้เลยครับผม 😊 (ห้วงเวลานี้ แอดมินติดเล่น Roguelike จริงๆ หลังจากติดใจกับ DCSS เล่นจบได้ 2 รอบแล้ว หลังจากตายไป 124 ครั้ง 😊)